นมัสการอินเดีย ตอนที่ 1 : สามเหลี่ยมมหัศจรรย์แห่งอินเดีย (เดลลี, อัครา, ชัยปุระ) :Guru เที่ยว อินเดีย


View: 769 update:2011-11-13 23:25:29 แก้ไข
Share on Facebook


นมัสการอินเดีย..มหากาพย์แห่งแดนภารตะ
ตอนที่ 1 : สามเหลี่ยมมหัศจรรย์แห่งอินเดีย (เดลลี, อัครา, ชัยปุระ)

เดลลี
เมือง เดลี (Delhi)

เมือง เดลลี (Delhi)

       ขึ้นต้นด้วยการกล่าวคำสวัสดี นิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ที่นี่คือเมืองหลวงเก่าแก่ และเป็นศูนย์กลางการปกครองนานกว่า 3,000 ปี ใน 7 ราชธานี นิวเดลีผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านทั้งยุครุ่งเรืองและยุคเสื่อมมาถึง 7 ยุค จนถึงปัจจุบันที่ถือได้ว่าแทบไม่มีเมืองหลวงใดที่มีเรื่องราวของอดีตและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ทรงคุณค่ามากมายเท่านิวเดลี ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และผู้ที่นิยมท่องเที่ยวต่างแดน

       แต่เดิมนั้น "เดลี" ราชธานีของอินเดียมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินของราชวงศ์อินเดียเรื่อยมา ทำให้ราชบัลลังก์ถวายการต้นรับกษัตริย์และจักรพรรดิหลายพระองค์ จนกระทั่งอินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ และสร้างเดลีขึ้นใหม่ในชื่อ นิวเดลี (New Delhi) เช่นในปัจจุบันซึ่งจะแบ่งออกเป็นเดลีเก่าและเดลีใหม่โดยส่วนที่เป็นเดลีเก่านั้นจะเป็นศูนย์รวมความเก่าแก่ทั้งหลาย ตั้งแต่ถนนคนเดินไปจนถึงโบราณสถานของศาสนา พระราชวัง บ้านเรือนประชาชน เดลีเก่าเก็บความเป็นมาของประเทศไว้ในพื้นที่บริเวณนี้

       ส่วนนิวเดลีหรือเดลีใหม่ ก็กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองตามสมัยนิยม คือถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่ของรัฐสภา อาคารที่ทำการของรัฐบาล เพิ่มความโอ่อ่าด้วยการปรับขยายถนนให้กว้างขวาง จัดสรรผังเมืองให้ทันสมัย ในขณะเดียวกันสถานที่ต่างๆ ก็ถูกสร้างขึ้นเพิ่มเติมเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของเมืองอันเป็นส่วนหนึ่งในเครือจักรภพ

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองเดลลี

India Gate
India Gate หรือ ที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "All India War Memorial "

India Gate หรือ ที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "All India War Memorial "

       สร้างขึ้น ณ ใจกลางเมืองเดลีเมืองนิวเดลีเพื่อเป็นที่ระลึกถึงทหารอินเดียกว่า 90,000 นายที่จบชีวิตลงในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 1 จาการต่อสู้เพื่อจักวรรดิอินเดียของอังกฤษ นี่คือหนึ่งในอนุสรณ์แห่งสงครามที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียสร้างจากหินหรายมีความสูงถึง 42 เมตร ภายใต้การออกแบบของ เซอร์เอ็ดวิน แลนด์เซียร์ ลูตเยนส์ (Sir Edwin Landseer Lutyens) สถาปนิกชาวอังกฤษ มีการจารึกชื่อ "INDIA" ด้านบนของประตู และจารึกรายนามของนายทหารทั้งหมดไว้รอบ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติยศของผู้กล้าไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความกล้าหาญในครั้งนี้ บริเวณส่วนโค้งใต้ซุ้มประตูจะมีการจุดคบไฟไว้ตลอดเวลาไม่เคยดับ ที่นี่คืออักจุดยอดนิยมสำหรับการบันทึกภาพเป็นที่ระลึกของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ

มหาตมะ คานธี
อนุสาวรีย์ของท่าน มหาตมะ คานธี

อนุสาวรีย์ของท่าน มหาตมะ คานธี ผู้ได้ฉายาว่าเป็นบิดาแห่งชาติ (Father of the Nation)

       อนุสาวรีย์ของท่าน มหาตมะ คานธี ผู้ได้ฉายาว่าเป็นบิดาแห่งชาติ (Father of the Nation) ซึ่งนอกจากจะสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึมหาบุรุษแห่งอินเดียท่านี้แล้ว ยังเจาะจงที่จะสร้างอนุสาวรีย์ไว้ในจุดที่เป็นที่เผาศพของท่านอีกด้วย จากป้ายหน้าประตูจะมีทางเดินยาวที่รายล้อมไปด้วยสวนสาธารณะหญ้า เราเดินขึ้นเนินผ่านบริเวณนี้เข้าไปจะเห็นลานกว้างที่มีศูนย์กลางเป็นแผ่นหินสีดำหนาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า บนแท่นบูชามีคำจารึกของมหาตมะ คานธี ซึ่งเป็นเสียงสุดท้ายของท่านก่อนสิ้นใจว่า "เห ราม" ที่มีความหมายในลักษณะของการระลึกถึงพระศาสดาในนาทีสุดท้ายของชีวิต

       บนแท่นนี้มักจะมีผู้คนศรัทธาในตัวมหาตมะ คานธี นิยมนำดอกไม้หรือพวกมาลัยมาวางไว้เพื่อระลึกถึงท่าน รวมถึงอาคันตุกะระดับสูงที่มาเยือนอินเดียก็จะนำพวงมาลา มาคำนับอนุสาวรีย์นี้เสมอ ในบางฤดูกาลบนแผ่นหินนี้จะถูกประดับทั่วด้วยดอกไม้ที่จัดแยกสีเป็นลวดลายอย่างสวยงามเห็นท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกในจุดนี้จำนวนไม่น้อย

       พิพิธภัณฑ์มหาตมคานธี (Gandhi Memorial Museum) อาคารหลังสีขาวทรงเหลี่ยมบนยอดอาคารเป็นหลังคาโดมยอดทอง ด้านหน้าอาคารมีอนุสาวรีย์มหาตมะคานธีในรูปยืนตระหง่านอยู่ด้านหน้าสระน้ำเล็กๆ ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้และมีถนนทอดเข้าสู่ตัวอาคารภายใน

       พิพิธภัณฑ์มหาตมะ คานธี เป็นสถานที่ที่ใช้รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมหาตมะ คานธี ตั้งแต่ของใช้ส่วนตัว จดหมายและเอกสารที่มีลายมือจริงของมหาบุรุษผู้นี้ โดยเฉพาะเสื้อตัวสุดท้ายที่ท่านสวมใส่ก่อนจะเสียชีวิตที่ยังมีรอบกระสุนปืนและรอยเลือดจางๆ อีกทั้งยังมีรูปภาพ เหตุการณ์ต่างๆ ครั้งที่ท่านยังมีชีวิตและอุทิศตนให้กับประชาชนชาวอินเดียมาโดยตลอด มีห้องสมุดที่เก็บรักษาหนังสือซึ่งเป็นของท่าน และแม้จะเป็นหนังสืออื่นๆ แต่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับท่านบางเล่มก็ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย

       นักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาชมของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ขาดสาย ภายในอาคารจะถูกแบ่งออกเป็นห้องย่อย มีห้องแสดงประวัติ ห้องแสดงหุ่นที่ใช้เป็นอุปกรณ์ในการสื่อถึงเหตุการณ์ในอดีตขออินเดียซึ่งนอกจากจะได้เห็นสรรพสิ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีแล้ว ของใช้ส่วนตัว และเครื่องทอผ้าซึ่งท่านจะทอผ้าไว้ใช้เอง เหล่านี้ทำให้เห็นว่าท่านใช้ชีวิตค่อนข้างสมถะ และกลับสละทั้งหมดของชีวิตเพื่อประชาชนร่วมแผ่นดิน จุดนี้เองที่ทำให้มหาตมะ คานธี ยังคงเป็นที่รักของชาวอินเดียแม้ท่านจะสละร่างสิ้นลมหายใจไปนานกว่า 60 ปีแล้ว

Indira Gandhi Memorial
บ้านของนาง อินทิรา นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของอินเดีย(Indira Gandhi Memorial)

บ้านของนาง อินทิรา นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของอินเดีย (Indira Gandhi Memorial)

       Indira Gandhi Memorial ที่นี่คือสถานที่รวบรวมความเป็นมาเป็นไปของนาง อินทิรา ปรียาทาสินี เนรูห์ นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของอินเดีย และที่นี่ก็คือบ้านเดิมของเธอนั่นเอง โดยก่อนนั้นบ้านหลังนี้นางคานธีอยู่ร่วมกับครอบครัว คือ นาเยาวหราล เนรูห์ บิดา นางโซเนีย และ นายราจีฟ จนเมื่อจบสิ้นคนในครอบครัวนี้จากการถูกลอบสังหารแล้ว บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อระลึกถึงคนในครอบครัวนี้และแม้จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว แต่เมื่อมองจากด้านหน้าของตัวพิพิธภัณฑ์หลังนี้เราก็ยังรับรู้ได้ถึงความร่มรื่นและอบอุ่นในความเป็นบ้านของครอบครัว ภายในสวนมีไม้ใหญ่อยู่มาก มีสนามหญ้าล้อมตัวบ้านที่ทาสีขาวทั้งหลัง และแม้จะไร้ซึ่งความหรูหรายิ่งใหญ่ของการเป็นบ้านอดีต นายรัฐมนตรี แต่ก็สื่อให้เห็นชัดว่า เจ้าของบ้านเป็นผู้ที่ดำรงชีวิตด้วยความสมถะอย่างแท้จริง

       เมื่อเหยียบเข้าไปภายใน เราจึงได้พบว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แท้จริงแล้วคล้ายเป็นพิพิธภัณฑ์ของครอบครัว เนรูห์ เพราะสิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกก็คือประวัติของนายเยาวหราล เรนูห์ นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียพร้อมทั้งมีภาพของท่านในตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่สมัยที่ยังศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ มาจนถึงบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งภาพถ่ายและบทความเล่าถึงเรื่องราวในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะช่วงที่ท่านได้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาตมะ คานธีเพื่อเรียกร้องเอกราชของอินเดียคืนจากอังกฤษ

       อินเดียถือเป็นประเทศหนึ่งที่ทำเนียบประธานาธิปดี Rashtrapati Bhavan ได้กลายเป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวแวะมาเยี่ยมชม เดิมทีทำเนียบรัฐบาลแห่งนี้คือคฤหาสน์ของอุปราชชาวอังกฤษในยุคอาณานิคม Rashtrapati Bhavan ได้รับการออกแบบโดย Sir Lutyens สร้างจากหินทรายแดงด้วยสถาปัตยกรรมผสมระหว่างศิลปะตะวันตกและศิลปะโมกุล บนพื้นที่ 12.5 ไร่ บนพื้นที่เนินเขา Raisina Hill สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2472 จนใหญ่โตโอ่อ่า จากภายนอกมองเห็นเป็นโอมขนาดใหญ่สไตล์อินเดียวสูงถึง 55 เมตร ยอดบนสุดเป็นโอมที่ทำด้วยทองแดง ส่วนภายในจะแบ่งออกเป็น 355 ห้อง ตัวโถงกว้างขวางมีชื่อเรียกว่า Durbar Hall

       นอกจากเป็นสถานที่ทำงานของทางราชการแล้ว ปัจจุบัน Rashtapati Bhavan ยังใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีสำคัญทางศาสนาข้างอาคารจะมีสวนโมกุล (Mughal Garden) ที่ได้ชื่อว่าสวยงามมาก โดยจะเปิดให้เข้าชมเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนมีนาคมเพราะจะเป็นช่วงที่ดอกไม้ออกดอกสวยงามที่สุด

Red Fort
Red Fort ป้อมปราการเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 350 ปี

Red Fort ป้อมปราการเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 350 ปี

       ชื่อที่ได้คงมาจากสีของป้องที่สร้างขึ้นจากหินทราบแดงจนทำให้ทั่วทั้งอาคารมีสีแดงอิฐดูสวยงามปนเก่าแก่ขรึมขลังไปพร้อมๆ กัน ทันทีที่มายืนอยู่หน้า Red Fort ทำให้เรารู้สึกได้ว่า ที่นี่คือความยิ่งใหญ่อีกแห่งของอินเดียแน่นอน

       และก็คาดคะเนได้ถูกต้อง เพราะในอดีตป้อมปราการแห่งนี้คือพระราชวังของจักรพรรดชาร์ จาฮัน (Shah Jahan) กษัตริย์พระองค์หนึ่งแห่งราชวงศ์โมกุลของอินเดีย ซึ่งท่านเป็นผู้ทรงสร้างทัช มาฮาล พระองค์ทรงโปรดให้สร้างป้อมแดง แห่งนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2191 และสร้างอยู่นานถึง 10 ปี จึงแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2191 ที่ยาวนานขนาดนี้ก็เพราะในระหว่างการก่อสร้างนั้นต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ทั้งภัยจากศึกสงครามและภัยจากธรรมชาติ และเริ่มมาเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2262 เพราะถูกรุกรานจากกองทัพเปอร์เซีย ครั้งนั้นทรัพย์สมบัติใน Red Fort ถูกปล้นสะดมกวาดเอาไปจนแทบไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว โดยเฉพาะการหายไปของราชบัลลังก์นกยูง (Peacock Throne) ราชบัลลังก์ทองคำที ประดับประดาไปด้วยอัญมณีล้ำค่าชนิดที่เรียกว่าประมาณค่าไม่ได้เลย

       ปัจจุบันป้อมปราการ Red Fort แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีเฉลิมฉลองเอกราชของอินเดียซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคมของทุกปี Red Fort มีประตูทางเข้า Lahore Gate นี้จะเป็นประตูทางเข้าสำหรับนักท่องเที่ยว ตัวป้อมที่สูงและโอบล้อมด้วยกำแพงดูยิ่งใหญ่และโดดเด่นด้วยธงชาติอินเดียโบกสะบัดไปมาตามแรงลม ไกด์เล่าว่า ตำแหน่งที่ประดับธงชาตินั้น เป็นตำแหน่งเดียวกันที่นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียได้ เคยเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาเมื่อคราวที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2490

       บรรยากาศที่มีนกพิราบนับพันบินไปมาเหนือ Red Fort ช่วยให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ อิสระและสงบอย่าบอกไม่ถูก และแต่จากภายนอกที่ดูว่ายิ่งใหญ่แล้วนั้น ภายในป้อมก็ยังมีร่องรอยที่บ่งบอกได้ถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต เพราะยังมีทั้งที่ประทับของกษัตริย์และราชินี รวมทั้งเหล่าข้าทาสบริวารนางสนมทั้งหลาย ส่วนใหญ่เป็นหินอ้อนและตกแต่งด้วยอัญมณีมีค่า ลวดลายที่สลักตามขอบประตูขอบหน้าต่างและเพดานพระราชวังนั้นสวยงามและอบอวลไปด้วยศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของอินเดียผสานกับศิลปะของมุสลิมแต่ดูแล้วเข้ากันดีและสวยงามไม่มีที่ติแม้กาลเวลาจะเริ่มทำให้สีสันการตกแต่งนั้นจืดจางและผนังเริ่มกระเทาะแตกไปบ้างแล้วก็ตาม

Humayun's Tomb
สุสานหุมายุน (Humayun's Tomb)

สุสานหุมายุน (Humayun's Tomb)

       เป็นสุสานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมไปเรียบร้อยแล้ว สร้างขึ้นในยุคราชวงศ์โมกุล โดย พระราชินี Haji Begum ทรงสร้างแทนการถวายอาลัยแก่ จักรพรรดิหุมายุน ในปี พ.ศ. 2108 ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวเปอร์เซียชื่อ Mirak Mirza Ghiyes

       ความสวยงามของสุสานแห่งนี้ประกอบด้วยตัวอาคารสุสานที่สูง 3 ชั้น ลักษณะเป็นสามโดมเรียงกัน โดยโดมกลางจะใหญ่ที่สุด ในขณะที่โดมที่เหลือทั้งสองข้างจะเล็กลงมา และเพราะเป็นสถานภายในตัวอาคารจึงมีหลุมฝังพระศพของจักรพรรดิหุมายุน และพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์อีก เห็นความสวยงามขนาดนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่า สุสานแห่งนี้แท้จริงแล้วคือต้นแบบของทัชมาฮาลที่โด่งดังไปทั่วโลกและสร้างขึ้นหลังจากสุสานหุมายุนกำเนิดขึ้นแล้วถึง 70 ปี

National Musem of India
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย (National Musem of India)

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย (National Musem of India)

       และสำหรับเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอดีตที่ยาวนานเช่นนี้เราจึงไม่ลืมที่จะเข้าเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย (National Musem of India) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นศูนย์รวมของโบราณวัตถุและของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ของอินเดียมากกว่าแสนชิ้น โดยมีการเก็บรวบรวมข้างของเครื่องใช้ทั้งหลายที่มีมาตั้งแต่ยุคอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเลยทีเดียว เมื่อได้เข้ามาพิพิธภัณฑ์นั้น นอกจากจะได้ชมของเก่าอายุหลายพันปีแล้ว ที่นี่ยิ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของอินเดียและเห็นถึงศิลปกรรมในแต่ละยุคสมัยอายุกว่าห้าพันปี

       ความสวยงามของสุสานแห่งนี้ประกอบด้วยตัวอาคารสุสานที่สูง 3 ชั้น ลักษณะเป็นสามโดมเรียงกัน โดยโดมกลางจะใหญ่ที่สุด ในขณะที่โดมที่เหลือทั้งสองข้างจะเล็กลงมา และเพราะเป็นสถานภายในตัวอาคารจึงมีหลุมฝังพระศพของจักรพรรดิหุมายุน และพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์อีก เห็นความสวยงามขนาดนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่า สุสานแห่งนี้แท้จริงแล้วคือต้นแบบของทัชมาฮาลที่โด่งดังไปทั่วโลกและสร้างขึ้นหลังจากสุสานหุมายุนกำเนิดขึ้นแล้วถึง 70 ปี

Bahai Temple
วัดดอกบัว (Bahai Temple)

วัดดอกบัว (Bahai Temple)

       วัดทรงดอกบัวตูมยักษ์หรือที่คนไทยเรียกติดปากกันว่า วัดดอกบัว ตามรูปแบบของอาคาร ความโหฬารของดอกบัวยักษ์นี้ เห็นได้จากกลีบดอกบัวสีขาวแค่เพียงกลีบเดียวก็ใหญ่โตกว่ามนุษย์หลายสิบเท่าแล้ว กลีบบัวยอดแหลมที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยที่ชั้นนอกสุดแผ่ออกเป็นส่วนฐานมองแล้วทำให้นึกไปถึงกระทงของบ้านเรานั่นเอง

       ดอกบัวยักษ์สัญลักษณ์ของวัดได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิหร่านชื่อ นาย Fariburz Sabha ก่อสร้างกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2529 โดยรอบ Bahai Temple นี้จะเป็นสนามหญ้ากว้างถึง 67 ไร่ มีทางเดินตัดผ่านเข้าไปยังตัววัด ก่อนจะเห็นบันไดทางด้านข้างให้ขึ้นไปสู่ลานด้านบนที่มีสระน้ำ 9 สระ และระเบียงล้อมตัวดอกบัวยักษ์เอาไว้

       เมื่อเดินเข้าไปภายในโดมดอกบัวนี้ จะเห็นลานกว้างที่มีหลังคาสูงโปร่ง บนลานนี้จะมีเก้าอี้วางไว้นับร้อยตัวสำหรับเปิดให้ประชาชนเข้ามาร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งจุคนได้ถึง 1,300 คน โดยจะมีแท่นสำหรับผู้นำกล่าวอยู่ทางด้านหน้าสุด และแม้จะเป็นนิกาย Bahai แต่วัดแห่งนี้ก็เปิดต้อนรับผู้แสวงบุญและผู้ต้องการความเงียบสงบจากทุกศาสนาโดยไม่มีการกีดกั้น

       หากลองแหงนมองขึ้นไปบนเพดานก็จะเห็นโคมประดับสวยงาม อยู่บนนั้น รอบโคมจะกรุด้วยกระจกทำให้มีแสงจากพระอาทิตย์สาดส่องเข้ามาเพิ่มความสว่างโดยธรรมชาติ วัดแห่งนี้คือสถาปัตยกรรมที่พูดได้ว่าสวยงามและมีความทันสมัยมากเป็นอันดับต้นๆ ของนิวเดลลี และยังเป็นอีกจุดหนึ่งที่สังเกตได้ว่า ชาวอินเดียนิยามเข้ามาเที่ยวชมที่นี่เป็นจำนวนมาก

Connaught Place
Lakshmi Narayan Temple

Lakshmi Narayan Temple

       ที่นี่คือศูนย์รวมของเทวรูปองค์เทพอีกแห่งหนึ่งของอินเดียที่มีคนเข้าไปสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันมาก ด้วยความเชื่อที่ว่า หากมีโอกาสได้ขอพรต่อองค์เทพแล้ว จะได้รับประทานพรให้สมความปรารถนาในทุกสิ่งที่ต้องการ

       วัดฮินดูแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Birla Mandir ซึ่งเป็นการให้เกียรติเรียกตามชื่อของผู้สร้าง นั่นคือนาย Raja Baldev Birla หนึ่งในนักธุรกิจคนสำคัญของอินเดีย Birla Mandir สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2481 ด้วยวัตถุประสงค์ในการเป็นสถานที่สำหรับบูชาองค์ พระนารายณ์ และ พระลักษมี องค์เทพที่ทั้งชาวอินเดียและชาวต่างชาติให้ความเคารพศรัทธา ซึ่งนอกจากจะมีเทวรูปของทั้งสององค์เทพแล้ว ในบริเวณวัดยังมีเทวรูปขององค์พระกฤษณะ พระพิฆเนศ โดยเพราะพระพิฆเนศนี้มีผู้มากราบไหว้ขอพรเป็นจำนวนมาก ด้วยจุดประสงค์ในการขอพรให้ประสบความสำเร็จในกิจการงานต่างๆ สำเร็จ

Dilli Haat
ตลาด Dilli Haat

ตลาด Dilli Haat

       แหล่งช้อปปิ้งที่ถือเป็นหน้าเป็นตาและตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่นี่คือตลาดที่รวมเอาสรรพสิ่ง สินค้านานาชนิดมาไว้ให้นักท่องเที่ยวขาช้อปได้เลือกซื้อสินค้าที่ถูกใจติดไม้ติดมือกลับบ้าน สินค้าที่มีก็ได้แก่ อาหารท้องถิ่น งานฝีมือ เครื่องปั้นดินเผา ผ้าทอ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ของที่ระลึก ฯลฯ

Connaught Place
ตลาด Connaught Place หรือ ตลาด CP

ตลาด Connaught Place หรือ ตลาด CP

       ศูนย์กลางของธุรกิจทั้งหลายในนิวเดลลี และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก CP เป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพากันหลั่งไหลมาจับจ่ายซื้อสินค้าทุกชนิด ทุกประเภท ตั้งแต่สินค้าแฟชั่นมีแบรนด์ตามสมัยนิยม และสินค้าท้องถิ่นจากฝีมือชาวบ้าน และหากมีโอกาสได้ไปแวะเดินเล่นในย่าน CP อย่าลืมลองมองหาของอร่อยมาชิมดูบ้าง เพราะในย่านนี้มีร้านอาหารแผงลอยที่เป็นต้นตำรับอาหารท้องถิ่นของอินเดียอยู่หลายร้านเลยทีเดียว

       หรือแม้ต้องการจะเสาะหารานอาหารหรูระดับภัตตาคาร โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว บริษัททัวร์ สำนักงานของกระทรวงการท่องเที่ยวของอินเดีย ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ ผับบาร์ ไปจนถึงร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด โดยเฉพาะบางร้านได้รับความนิยมมากจนเห็นลูกค้าต่อคิวยาวเหยียดอย่างไม่น่าเชื่อ

       ผังเมืองของ CP จะมีลักษณะเป็นวงกลม รอบนอกจะเต็มไปด้วยอาคารสำนักงานและธนาคารสำหรับแลกเปลี่ยนเงิน ส่วนแหล่งบันเทิงกินเที่ยวและจับจ่ายจะอยู่ชั้นใน และยิ่งสะดวกในการเดินทางมายัง CP มากยิ่งขึ้น ด้วยการมีสถานีรถไฟใต้ดินอยู่ใจกลาง CP นักท่องเที่ยวเองก็เดินทางไปในย่านนี้ได้ง่าย โดยเฉพาะจุดต่อระหว่างอาคารสำนักงานและย่านบันเทิงก็จะมีศูนย์กลางของแหล่งรวมเครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิดในร้านค้าหลายร้อยแห่ง จุดนี้จึงมีผู้คนมาช้อปปิ้งเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวจากต่างแดนควรเดินเลือกซื้อสินค้าด้วยความระมัดระวังทั้งกระเป๋าสะพายและกระเป๋าสตางค์ให้ดี

Janpath
ตลาดจันพาธ (Janpath)

ตลาดจันพาธ (Janpath)

       เป็นตลาดยอดนิยมในนิวเดลลี รับรองว่านักช้อปเดินชมสินค้ากันไม่หวาดไม่ไหว แต่ต้องบอกไว้เลยว่า การซื้อสินค้าในตลาดแห่งนี้ต้องใช้วิธีต่อรองราคากัน เพราะจะไม่มีป้ายบอกราคาสินค้าติดเอาไว้ แถวนี้มีร้านอาหารแผงลอยมากมายแต่หากจะเลือกรับประทานก็ขอให้พิจารณาดูดีๆ เพราะอาหารริมถนนในอินเดียมีโอกาสทำให้เกิดท้องร่วงได้สูง




เมือง อัครา (Agra)

       รัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และเป็นที่ตั้งของ เมืองอัครา (Agra) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักท่องเที่ยว เมืองอัคราเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของอินเดียตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์โมกุล รวมถึงยังเป็นเมืองที่ชาวอินเดียอาศัยอยู่มากที่สุด ถ้าเทียบกับเมืองอื่นๆ

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองเดลลี

Taj Mahal
ทัช มาฮาล (Taj Mahal)

ทัช มาฮาล (Taj Mahal)

       ทัชมาฮาลถูกพิจารณาให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่ ทัชมาฮาลตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ในเมืองอาครา ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ หลุมศพของพระนางมุมตัซ มาฮาล ซึ่งถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง ประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอย หิน โมราและเครื่องประดับจากมิตรประเทศ ได้รับคำรับรองว่าสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 100 เมตร สูง 60 เมตร มีผู้สร้างและออกแบบร่วม 20,000 คน การก่อสร้างกินเวลานานถึง 22 ปี ทัชมาฮาลมีเนื้อที่ประมาณ 42 เอเคอร์ เป็นที่ตั้งของมัสยิด มีหออาซาน (หอสูงสำหรับร้องแจ้งเวลาทำนมาซ) และมีสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ นายช่างที่ออกแบบ ชื่อ อุสตาด ไอซา ถูกประหารชีวิตเพื่อมิให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมใด ๆ ที่สวยกว่าได้ ส่วนหัวของทัชมาฮาลมีลักษณะโดมที่เรียกว่าโอเนียนโดม

       ทัชมาฮาล สุสานหินอ่อนที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิโมกุลผู้มีรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ เจ้าชายขุร์รัม ชึ่งต่อมาคือสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน พระราชสมภพในปี พ.ศ. 2135 พระบิดา คือจักรพรรดิ ชาห์ ชหานชีร์ จักรพรรดิองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์โมกุล แห่งอินเดีย ตามตำนานกล่าวว่า เจ้าชายขุร์รัม ได้พบกับอรชุมันท์ พานุ เพคุม ธิดาของรัฐมนตรี เมื่อพระองค์ มีพระชนมายุ 14 พรรษา พระองค์ทรงหลงใหลและหลงรักนาง เจ้าชายขุร์รัมจึงซื้อเพชรด้วยเงิน 10,000 รูปีและบอกแก่พระบิดาของพระองค์ว่าพระองค์มีความประสงค์ที่จะแต่งงานกับบุตรสาวของรัฐมนตรี พิธีอภิเษกถูกจัดขึ้นหลังจากนั้น 5 ปี ในปี พ.ศ. 2155 จากนั้นมาทั้งสองก็มิเคยอยู่ห่างกันอีกเลย

       หลังจากที่พระเจ้าชาห์ ชหาน ขึ้นครองราชบัลลังก์ในปี พ.ศ. 2171 พระองค์มอบความไว้วางใจแก่ อรชุมันท์ พานุ เพคุม และเรียกนางว่า มุมตัซ มาฮาล "อัญมณีแห่งราชวัง" พระมเหสีติดตามพระองค์

       แม้แต่ในสนามรบ แนะนำพระองค์ในเรื่องราชการของประเทศ และพระองค์ซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระมเหสียิ่งนัก ครั้นในปี พ.ศ. 2174 พระมเหสีมุมตัซสิ้นพระชนม์ หลังจากให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 การสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีทำให้พระเจ้าชาห์ ชหานโศกเศร้าอยู่ถึงสองทศวรรษ ราชสมบัติส่วนใหญ่สูญเสียไปเพื่อการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของทั้งสองพระองค์

       พระองค์ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี พ.ศ. 2209 ตามตำนานกล่าวว่าให้วันสุดท้ายของชีวิตพระองค์ใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล และสิ้นพระชนม์ด้วยเศษกระจกในกำมือ พระเจ้าชาห์ ชหานถูกฝังในทัชมาฮาล เคียงข้างมเหสีซึ่งพระองค์ไม่เคยลืม มีบางคนกล่าวว่าพระเจ้าชาห์ ชหาน มิได้ประสงค์ที่จะถูกฝังร่วมกับประมเหสี แต่พระองค์มีแผนการที่จะสร้างสุสานอีกแห่งด้วยหินอ่อนสีดำ เพื่อเป็นสุสานของพระองค์ แต่ผู้รู้หลายท่านเชื่อว่าพระองค์ประสงค์ที่จะถูกฝังเคียงข้างพระนางมุมตัซ มาฮาล

Agra Fort
พระราชวังอัคราฟอร์ด (Agra Fort)

พระราชวังอัคราฟอร์ด (Agra Fort)

       พระราชวังอัคราฟอร์ด ป้อมปราการที่สร้างขึ้นจากหินทรายแดงและตั้งเด่นเป็นสง่าสวยงามอยู่ในเมืองอัครามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2108 โดยการก่อสร้างจากพระราชดำริของ จักรพรรดิ์อัคบาร์ (Emperor Akbar) พระราชวังแห่งนี้ก่อสร้างสไตล์มุสลิม ที่เคยเป็นป้อมปราการสำหรับบัญชาการรบของกษัตริย์มาก่อน ก่อนจะปรับเปลี่ยนไปเป็นพระราชวังและผ่านการดูแลสืบต่อเรื่อยมาจนถึงยุคของพระเจ้าชาร์ จาฮันนี่เอง ซึ่งได้มีการทุบบางส่วนทิ้งแล้วสร้างเสริมเข้ามาใหม่ แต่แล้วพระราชวังแห่งนี้กลับต้องเป็นที่ประทับสุดท้ายของพระองค์ เพราะนี่คือสถานที่ที่พระราชโอรสทรงส่งพระเจ้าชาร์ จาฮันมาขังไว้จนสิ้นพระชนม์ ซึ่งขณะที่มีชีวิตอยู่จะยืนที่ริมหน้าต่าง มองไปยังทัชมาฮาลที่เป็นที่เก็บพระศพของมเหสีผู้เป็นที่รักตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่ถูกคุมขัง

       พระราชวังอัคราฟอร์ดนับว่าสวยงามและยิ่งใหญ่ ด้วยขนาดมหึมากว้างขวางด้วยกำแพงสูงกว่า 20 เมตร ยาว 2.5 กิโลเมตร ภายในแบ่งเป็นห้องหินอ่อนที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ตามประวัติเล่าว่า พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นฮาเร็มที่รวมสาวงามเอาไว้มากมาย และใช้เป็นพื้นที่ในการจัดงานรื่นเริงกันอย่างสนุกสนานของบุคคลในราชวงศ์

Baby Taj
สุสาน Baby Taj หรือ Ltimad-ud-Daulah

สุสาน Baby Taj หรือ Ltimad-ud-Daulah

       ที่นี่ถูกสร้างก่อน ทัช มาฮาล ถึง 10 ปี และสวยงามด้วยอาคารที่สร้างจากหินอ่อนและประดับด้วยกระเบื้องสี ที่นี่เก็บรักษาหีบศพของ เมอร์ซา กิยาส เบก (Mirza Ghiyas Beg) และภรรยา ซึ่งแน่นอนว่าเราจะได้เห็นหีบจำลอง ส่วนของจริงนั้นฝังอยู่ใต้ดินเช่นเคย

Jama Masjid
มัสยิดเก่าแก่ (Jama Masjid)

มัสยิดเก่าแก่ (Jama Masjid)

       มัสยิดเก่า ตั้งอยู่กลางเมืองอัครา ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2191 ซึ่งพระเจ้าชาร์ จาฮันทรงสร้างให้กับ พระราชธิดาจาฮานารา (Jahanara) มัสยิดแห่งนี้มีขนาดใหญ่พอสมควร และถึงแม้มัสยิดแห่งนี้จะดูเก่าและทรุดโทรมมากแล้ว แต่ภายในยังมีลวดลายสวยๆ สไตล์มุสลิมให้ได้ชม รวมทั้งคำจารึกจากคัมภีร์อัลกุราอานที่ค่อนข้างชัดเจนยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป

Kinari Bazaar
ตลาด Kinari Bazaar

ตลาด Kinari Bazaar

       เป็นแหล่งรวมของผืนผ้างามโดยเฉพาะส่าหรีที่หญิงสาวมักนิยมมาเลือกซื้อ นอกจากนั้นก็จะมีสินค้าอื่นๆ ประเภทเครื่องหนัง กระเป๋า และรองเท้า ฯลฯ




เมือง ชัยปุระ (Jaipur)

       ชาวอินเดียจะออกเสียงเรียกว่า จัยปูร์ (Jaipur) ที่มีความหมายว่า "เมืองแห่งชัยชนะ" ชัยปุระเป็นเมืองหลวงของรัฐราชสถาน (Rajasthan) รัฐแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย มีขนาดพื้นที่กว้างขวางประมาณ 342,239 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย

       นครชัยปุระเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า "นครสีชมพู" จากการที่ทั่วทั้งรัฐจะมีอาคารที่ฉาบทาด้วยสีชมพูเป็นส่วนใหญ่ เรื่องนี้มีที่มาจาก ในสมัยหนึ่งช่วงประมาณปี พ.ศ. 2419 ยุคสมัยของ มหาราชา ราม ซิงส์ (Maharaja Ram Singh) ซึ่งท่านมีพระราชดำริว่า ประชาชนชาวอินเดียควรใช้สีทาบ้านเป็นสีชมพูเพื่อแทนการมีไมตรีจิตต่อ เจ้าชายแห่งเวลส์ (Prince of Wales) เจ้าชายมกุฎราชกุมารของอังกฤษ ซึ่งภายหลังได้ดำรงพระยศเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 (King Edward VII) แห่งสหราชอาณาจักร

       หลังจากนั้นมา อาคารสีชมพูค่อยๆ โดดเด่นในราชสถานขึ้นเรื่อยๆ และจากเดิมที่การทาสีบ้านเป็นสีชมพูนี้เป็นการทาสีใหม่ทับลงบนสีเก่า แต่ต่อมารัฐบาลอินเดียก็ออกกฏหมายควบคุมให้สิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นใหม่ภายในเขตกำแพงเมืองเก่าก็ต้องทาสีชมพูเช่นกัน ทำให้ราชสถานมีสีชมพูหวานๆ ทั่วไป และเป็นอีกหนึ่งจุดสนใจที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมนครสีชมพูแห่งนี้

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองชัยปุระ

HawaMahal
พระราชวังแห่งสายลม (Palace of the winds) หรือ ฮาวามาฮาล (HawaMahal)

พระราชวังแห่งสายลม (Palace of the winds) หรือ ฮาวามาฮาล (HawaMahal)

       พระราชวังแห่งสายลม ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2342 โดยมหาราชา สะหวาย ประตัป ซิงห์ (Maharaja Sawai Pratap Singh) เพื่อเป็นที่ประทับของพระองค์ นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในใจกลางเมืองชัยปุระแห่งนี้

       พระราชวังแห่งสายลม มีความสูงจากฐาน 50 ฟุต (15 เมตร) ด้วยรูปแบบอันโดดเด่นของสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยหินทรายสีแดงและสีชมพูสูง 5 ชั้น คล้ายปิรามิด ถ้ามองจากด้านนอกเข้ามาดูคล้ายฉากมากกว่าจะเป็นพระราชวัง จริงๆ แล้วโครงสร้างด้านนอกจงใจสร้างเลียนแบบมงกุฏของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นเทพสำคัญองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู ที่มหาราชา ไสว ประตัป ซิงห์ ทรงเคารพนับถือ

       ในแต่ละชั้นของพระราชวังมีการตกแต่งประดับประดาด้วยระเบียงหินอ่อนที่แกะสลักเป็นลายคล้ายตาข่ายที่งดงามและประณีต พร้อมบานหน้าต่างเล็กๆ จำนวนมากถึง 953 บาน มองดูคล้ายรวงผึ้ง ซึ่งนอกเหนือจากความสวยงาม ยังเพื่อให้ลมผ่านได้สะดวก และลายตาข่ายหรือตาตะแกรงที่คล้ายม่านกรองแสงนี้ ยังช่วยกรองสายตาผู้คนที่มองลอดเข้ามาจากภายนอกได้อีกด้วย

       เนื่องจากเดิมนั้น พระราชวัง ออกแบบมาสำหรับให้สนมนางในของราชสำนักที่มีข้อห้ามในการต้องปิดคลุมใบหน้า ได้เฝ้าสังเกตวิถีชีวิตประจำวันในเมือง และขบวนแห่ต่างๆ ที่เคลื่อนผ่าน ดังนั้นรูปทรงส่วนด้านหน้าของอาคารจึงตกแต่งด้วยลายตะแกรงและหน้าต่างขนาดเล็กจำนวนมาก ที่ทำให้ที่นี่ มองดูเหมือนฉากมากกว่าพระราชวัง

       นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปยังชั้นบนสุดของพระราชวังได้ ด้วยบันไดและทางเดินที่สลับซับซ้อน แม้จะสูงชันแต่ก็คุ้มค่าที่จะได้ชมทิวทัศน์ของเมืองชัยปุระผ่านช่องหน้าต่างที่แกะสลักคล้ายตาข่ายนั้นได้ นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กตั้งอยู่ด้านในให้เข้าชมด้วย ช่วงเวลาที่เปิดให้เข้าชมได้คือ 09.00-17.00 น. ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการมาเยี่ยมชมที่นี่คือ เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ของทุกปี

City Palace
พระราชวังซิตี้พาเลซ (City Palace)

พระราชวังซิตี้พาเลซ (City Palace)

       พระราชวังซิตี้พาเลซ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2340 เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างแบบราชปุตและโมกุล ปัจจุบันพระราชวังซิตี้พาเลซ ถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ไสวมานซิงห์ ที่จัดแสดงเครื่องแต่งกายเก่าแก่ของมหาราชา เมื่อเข้าไปภายในจะเห็นลานกว้างและสวนสวย จุดกึ่งกลางของพระราชวังจะทำเป็น หอจันทราฮาล ที่ในปัจจุบันจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องแต่งกายของบุคคลในราชสำนักยุคนั้น

       เมื่อเข้าไปยังพื้นที่ด้านใน ที่เคยเป็นเขตพระราชฐานในอดีตซึ่งอยู่ในใจกลางพระราชวัง จะมองเห็นห้องว่าราชการของมหาราชา และลานนกยูง (Peacock Courtyard) หรือ ปทัมนิวาสชอว์ก (Pitam Niwas Chawk) ที่เรียกว่า ลานนกยูงนั้นก็คือ เป็นบริเวณที่มีการจัดแสดงความรื่นรมย์ทางการฟ้อนรำเพื่อสร้างความสำราญให้กับมหาราชา ออกแบบให้ลานนกยูงมีประตูถึง 4 บาน ภาพวาดสลักไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนฤดูทั้ง 4 ในฤดูฝนจะใช้ภาพนกยูงรำแพนหางอยู่บนกรอบประตู ฤดูร้อนใช้ภาพดอกบัว ฤดูหนาวใช้ภาพดอกไม้ ฤดูใบไม้ผลิจะระบายเป็นประตูสีเขียวอ่อนลวดลายดอกไม้ใบไม้

Jantar Matar
หอดูดาวจันตาร์มันตาร์ (Jantar Matar)

หอดูดาวจันตาร์มันตาร์ (Jantar Matar)

       หอดูดาวจันตาร์มันตาร์ ที่นี่มีความสำคัญในด้านดาราศาสตร์มายาวนานและยังเป็นอาคารที่ออกแบบได้ทันสมัยทัดเทียมกับยุคปัจจุบัน และที่นี่ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองชัยปุระ นักท่องเที่ยวแวะมาชมกันไม่ขาดสาย และได้กลายเป็นมรดกโลกจากการประกาศของ ยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2553

Amber Fort
พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท (Amber Fort)

พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท (Amber Fort)

       พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท ในอดีตเคยเป็นราชธานีของเมืองชัยปุระมาก่อน พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในป้อมแอมเบอร์ซึ่งอยู่บนเนินเขาสูง โดยมหาราชาแมนสิงห์ เมื่อปี พ.ศ. 2135 ถือเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมแบบราชปุต ที่นอกจากจะสวยงามแล้ว ยังสร้างให้อยู่ใกล้น้ำเพื่อเป็นการป้องกันข้าศึกได้อย่างดี พระราชวังแห่งนี้ จึงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของราชวงศ์กาญจวาหาของอินเดียอยู่นานหลายร้อยปี ก่อนจะมีการย้ายไปตั้งราชธานีใหม่ในกลางเมืองชัยปุระ

       ภายในพระราชวัง จะมีตำหนักต่างๆที่ในปัจจุบันได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ มีทั้งของเก่าดั้งเดิมและของใหม่ที่ต่อเติมเข้ามาในแต่ละยุคแต่ละสมัยของมหาราชาแต่ละองค์ ทำให้พระราชวังแห่งนี้มีการตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมผสมแต่ก็สวยงามและลงตัวน่าชม อย่างเช่น วังกระจก หรือ Sheesh Mahal ที่ภายในกรุด้วยกระจกสีให้ออกมาเป็นลวดลายต่างๆทั่วทั้งผนัง

Tripolia Bazaar
ตลาด ทริโปเลีย บาซาร์ (Tripolia Bazaar)

ตลาด ทริโปเลีย บาซาร์ (Tripolia Bazaar)

       เป็นแหล่งรวมของร้านค้าเครื่องประดับมากมาย ร้านค้าที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปได้แก่ ร้าน Motison Jewlries , ร้าน Keenamari และ ร้าน Kundan

Bapu Bazaar
ตลาด Bapu Bazaar

ตลาด Bapu Bazaar

       หากสนใจส่าหรีสวยๆ หรือสินค้าจำพวกผ้าทอต่างๆ ที่นี่มีผ้าที่สวย สีสันสดใสรอให้เข้าไปเลือกชมมากมายหลายร้อยแบบ ที่สำคัญคือ มีราคาถูกพอซื้อหากันได้ไม่ยากนัก

Hawa Mahal Bazaar
ตลาด Hawa Mahal Bazaar

ตลาด Hawa Mahal Bazaar

       ถ้าชอบสินค้าทำมือหรืองานหัตถกรรมแนวๆ โดยส่วนใหญ่จะมีสินค้า เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ผ้าพันคอ ฯลฯ ให้เลือกตามใจชอบ แต่แถบนี้ต้องต่อรองสินค้ากันให้ดี และควรเลือกคุณภาพของสินค้าอย่างดีด้วย




302 MPH -- 486km/h China's High Speed Train Beijing Shanghai
Red Fort in Delhi
  302 MPH -- 486km/h China's High Speed Train Beijing Shanghai
ทัช มาฮาล
  302 MPH -- 486km/h China's High Speed Train Beijing Shanghai
พระราชวังอัคราฟอร์ด
  302 MPH -- 486km/h China's High Speed Train Beijing Shanghai
พระราชวังซิตี้พาเลซ



โปรแกรมทัวร์อินเดียแนะนำ :
ทัวร์อินเดีย
ทัวร์อินเดีย
ทัวร์อินเดีย : อินเดีย สรีลังกา 6วัน 4คืน
ราคาทัวร์: 33,900 บาท สายการบิน UL จำนวนวัน: 6 วัน
เดลี.. ศูนย์รวมวัฒนธรรมอันหลากหลายจากรัฐต่างๆ อัครา.. "ทัชมาฮาล" สิ่งมหัศจรรย์ของโลก อนุสรณ์แห่งความรักอันเลื่องชื่อ ชัยปุระ.. "นครสีชมพู" เต็มไปด้วยปราสาทราชวังและป้อมปราการ โคลัมโบ.. สักการะต้นโพธิ์ใหญ่ที่ "วัดกัลยาณีวิหาร"
ทัวร์อินเดีย
ทัวร์อินเดีย
ทัวร์อินเดีย : โรแมนติกแคชเมีย ทัชมาฮาล 7 วัน
ราคาทัวร์: 35,900 บาท สายการบิน 9W จำนวนวัน: 7 วัน
แคชเมียร์.. ดินแดนที่สวยที่สุดในโลก เปรียบดุจสวรรค์บนโลกมนุษย์ ทะเลสาบดาล.. ทะเลสาบสวยใส ใจกลางเทือกเขาหิมาลัย กุลมาร์ค&โซนามาร์ค.. ความผสมผสานของทุ่งหญ้าและภูเขาหิมะอันงดงาม ทัชมาฮาล.. สิ่งมหัศจรรย์ที่งดงามที่สุด เกิดขึ้นโดยอนุภาพความรักบันดาล
ทัวร์่อินเดีย
ทัวร์อินเดีย
ทัวร์อินเดีย : แคชเมียร์ กุลมาร์ค เดลี 5วัน 4คืน
ราคาทัวร์: 29,900 บาท สายการบิน 9W จำนวนวัน: 7 วัน
แคชเมียร์.. ดินแดนที่สวยที่สุดในโลก เปรียบดุจสวรรค์บนโลกมนุษย์ ทะเลสาบดาล.. ทะเลสาบสวยใส ใจกลางเทือกเขาหิมาลัย นิวเดลี.. นคร 7 ธานี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย วัดอัคชาร์ดาม.. สรวงสวรรค์บนดินที่ใครหลายๆคนกำลังตามหา

แสดงความคิดเห็น

โพสไปยัง facebook ของคุณด้วยติดตามข่าวนี้ทาง Email

4 สังเว

เนปาล

อาหารฮ่องกง

เนปาล

เนปาล

จางเจียเจี้ย

เกาหลี

มัลดีฟส์

ฮ่องกง

ไต้หวัน

สิงคโปร์

ฮ่องกง

passport

เกาหลี

ฮ่องกง

 

Floriade 2012 งานพืชสวนโลก -- Keukenhof สวนดอกไม้ ดินแดนในฝันของทิวลิป -- เยือนสุราบายาดินแดนแห่งภูเขาไฟโดยพี่ฝน -- ทุกตารางนิ้ว..บาหลี๊ บาหลี กับ VJ เปิ้ล ตอนที่ 1 -- การแสดงพื้นเมืองของมัลดีฟส์ -- ีวีซ่ามัลดีฟส์ -- วีซ่าดูไบ -- วีซ่าศรีลังกา -- เที่ยวบาหลี -- หน่วยเงินตราและการแลกเปลี่ยนเงินตราของอินโดนีเซีย --