
|
|
นมัสการอินเดีย..มหากาพย์แห่งแดนภารตะ
ตอนที่ 1 : สามเหลี่ยมมหัศจรรย์แห่งอินเดีย (เดลลี, อัครา, ชัยปุระ)
|

เมือง เดลี (Delhi)
|
|
เมือง เดลลี (Delhi)
ขึ้นต้นด้วยการกล่าวคำสวัสดี นิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ที่นี่คือเมืองหลวงเก่าแก่ และเป็นศูนย์กลางการปกครองนานกว่า 3,000 ปี ใน 7 ราชธานี นิวเดลีผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านทั้งยุครุ่งเรืองและยุคเสื่อมมาถึง 7 ยุค จนถึงปัจจุบันที่ถือได้ว่าแทบไม่มีเมืองหลวงใดที่มีเรื่องราวของอดีตและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ทรงคุณค่ามากมายเท่านิวเดลี ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และผู้ที่นิยมท่องเที่ยวต่างแดน
แต่เดิมนั้น "เดลี" ราชธานีของอินเดียมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินของราชวงศ์อินเดียเรื่อยมา ทำให้ราชบัลลังก์ถวายการต้นรับกษัตริย์และจักรพรรดิหลายพระองค์ จนกระทั่งอินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ และสร้างเดลีขึ้นใหม่ในชื่อ นิวเดลี (New Delhi) เช่นในปัจจุบันซึ่งจะแบ่งออกเป็นเดลีเก่าและเดลีใหม่โดยส่วนที่เป็นเดลีเก่านั้นจะเป็นศูนย์รวมความเก่าแก่ทั้งหลาย ตั้งแต่ถนนคนเดินไปจนถึงโบราณสถานของศาสนา พระราชวัง บ้านเรือนประชาชน เดลีเก่าเก็บความเป็นมาของประเทศไว้ในพื้นที่บริเวณนี้
ส่วนนิวเดลีหรือเดลีใหม่ ก็กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองตามสมัยนิยม คือถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่ของรัฐสภา อาคารที่ทำการของรัฐบาล เพิ่มความโอ่อ่าด้วยการปรับขยายถนนให้กว้างขวาง จัดสรรผังเมืองให้ทันสมัย ในขณะเดียวกันสถานที่ต่างๆ ก็ถูกสร้างขึ้นเพิ่มเติมเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของเมืองอันเป็นส่วนหนึ่งในเครือจักรภพ
|
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองเดลลี
|

India Gate หรือ ที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "All India War Memorial "
|
|
India Gate หรือ ที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "All India War Memorial "
สร้างขึ้น ณ ใจกลางเมืองเดลีเมืองนิวเดลีเพื่อเป็นที่ระลึกถึงทหารอินเดียกว่า 90,000 นายที่จบชีวิตลงในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 1 จาการต่อสู้เพื่อจักวรรดิอินเดียของอังกฤษ นี่คือหนึ่งในอนุสรณ์แห่งสงครามที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียสร้างจากหินหรายมีความสูงถึง 42 เมตร ภายใต้การออกแบบของ เซอร์เอ็ดวิน แลนด์เซียร์ ลูตเยนส์ (Sir Edwin Landseer Lutyens) สถาปนิกชาวอังกฤษ มีการจารึกชื่อ "INDIA" ด้านบนของประตู และจารึกรายนามของนายทหารทั้งหมดไว้รอบ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติยศของผู้กล้าไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความกล้าหาญในครั้งนี้ บริเวณส่วนโค้งใต้ซุ้มประตูจะมีการจุดคบไฟไว้ตลอดเวลาไม่เคยดับ ที่นี่คืออักจุดยอดนิยมสำหรับการบันทึกภาพเป็นที่ระลึกของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ
|

อนุสาวรีย์ของท่าน มหาตมะ คานธี
|
|
อนุสาวรีย์ของท่าน มหาตมะ คานธี ผู้ได้ฉายาว่าเป็นบิดาแห่งชาติ (Father of the Nation)
อนุสาวรีย์ของท่าน มหาตมะ คานธี ผู้ได้ฉายาว่าเป็นบิดาแห่งชาติ (Father of the Nation) ซึ่งนอกจากจะสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึมหาบุรุษแห่งอินเดียท่านี้แล้ว ยังเจาะจงที่จะสร้างอนุสาวรีย์ไว้ในจุดที่เป็นที่เผาศพของท่านอีกด้วย จากป้ายหน้าประตูจะมีทางเดินยาวที่รายล้อมไปด้วยสวนสาธารณะหญ้า เราเดินขึ้นเนินผ่านบริเวณนี้เข้าไปจะเห็นลานกว้างที่มีศูนย์กลางเป็นแผ่นหินสีดำหนาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า บนแท่นบูชามีคำจารึกของมหาตมะ คานธี ซึ่งเป็นเสียงสุดท้ายของท่านก่อนสิ้นใจว่า "เห ราม" ที่มีความหมายในลักษณะของการระลึกถึงพระศาสดาในนาทีสุดท้ายของชีวิต
บนแท่นนี้มักจะมีผู้คนศรัทธาในตัวมหาตมะ คานธี นิยมนำดอกไม้หรือพวกมาลัยมาวางไว้เพื่อระลึกถึงท่าน รวมถึงอาคันตุกะระดับสูงที่มาเยือนอินเดียก็จะนำพวงมาลา มาคำนับอนุสาวรีย์นี้เสมอ ในบางฤดูกาลบนแผ่นหินนี้จะถูกประดับทั่วด้วยดอกไม้ที่จัดแยกสีเป็นลวดลายอย่างสวยงามเห็นท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกในจุดนี้จำนวนไม่น้อย
พิพิธภัณฑ์มหาตมคานธี (Gandhi Memorial Museum) อาคารหลังสีขาวทรงเหลี่ยมบนยอดอาคารเป็นหลังคาโดมยอดทอง ด้านหน้าอาคารมีอนุสาวรีย์มหาตมะคานธีในรูปยืนตระหง่านอยู่ด้านหน้าสระน้ำเล็กๆ ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้และมีถนนทอดเข้าสู่ตัวอาคารภายใน
พิพิธภัณฑ์มหาตมะ คานธี เป็นสถานที่ที่ใช้รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมหาตมะ คานธี ตั้งแต่ของใช้ส่วนตัว จดหมายและเอกสารที่มีลายมือจริงของมหาบุรุษผู้นี้ โดยเฉพาะเสื้อตัวสุดท้ายที่ท่านสวมใส่ก่อนจะเสียชีวิตที่ยังมีรอบกระสุนปืนและรอยเลือดจางๆ อีกทั้งยังมีรูปภาพ เหตุการณ์ต่างๆ ครั้งที่ท่านยังมีชีวิตและอุทิศตนให้กับประชาชนชาวอินเดียมาโดยตลอด มีห้องสมุดที่เก็บรักษาหนังสือซึ่งเป็นของท่าน และแม้จะเป็นหนังสืออื่นๆ แต่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับท่านบางเล่มก็ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย
นักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาชมของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ขาดสาย ภายในอาคารจะถูกแบ่งออกเป็นห้องย่อย มีห้องแสดงประวัติ ห้องแสดงหุ่นที่ใช้เป็นอุปกรณ์ในการสื่อถึงเหตุการณ์ในอดีตขออินเดียซึ่งนอกจากจะได้เห็นสรรพสิ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีแล้ว ของใช้ส่วนตัว และเครื่องทอผ้าซึ่งท่านจะทอผ้าไว้ใช้เอง เหล่านี้ทำให้เห็นว่าท่านใช้ชีวิตค่อนข้างสมถะ และกลับสละทั้งหมดของชีวิตเพื่อประชาชนร่วมแผ่นดิน จุดนี้เองที่ทำให้มหาตมะ คานธี ยังคงเป็นที่รักของชาวอินเดียแม้ท่านจะสละร่างสิ้นลมหายใจไปนานกว่า 60 ปีแล้ว
|

บ้านของนาง อินทิรา นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของอินเดีย(Indira Gandhi Memorial)
|
|
บ้านของนาง อินทิรา นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของอินเดีย (Indira Gandhi Memorial)
Indira Gandhi Memorial ที่นี่คือสถานที่รวบรวมความเป็นมาเป็นไปของนาง อินทิรา ปรียาทาสินี เนรูห์ นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของอินเดีย และที่นี่ก็คือบ้านเดิมของเธอนั่นเอง โดยก่อนนั้นบ้านหลังนี้นางคานธีอยู่ร่วมกับครอบครัว คือ นาเยาวหราล เนรูห์ บิดา นางโซเนีย และ นายราจีฟ จนเมื่อจบสิ้นคนในครอบครัวนี้จากการถูกลอบสังหารแล้ว บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อระลึกถึงคนในครอบครัวนี้และแม้จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว แต่เมื่อมองจากด้านหน้าของตัวพิพิธภัณฑ์หลังนี้เราก็ยังรับรู้ได้ถึงความร่มรื่นและอบอุ่นในความเป็นบ้านของครอบครัว ภายในสวนมีไม้ใหญ่อยู่มาก มีสนามหญ้าล้อมตัวบ้านที่ทาสีขาวทั้งหลัง และแม้จะไร้ซึ่งความหรูหรายิ่งใหญ่ของการเป็นบ้านอดีต นายรัฐมนตรี แต่ก็สื่อให้เห็นชัดว่า เจ้าของบ้านเป็นผู้ที่ดำรงชีวิตด้วยความสมถะอย่างแท้จริง
เมื่อเหยียบเข้าไปภายใน เราจึงได้พบว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แท้จริงแล้วคล้ายเป็นพิพิธภัณฑ์ของครอบครัว เนรูห์ เพราะสิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกก็คือประวัติของนายเยาวหราล เรนูห์ นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียพร้อมทั้งมีภาพของท่านในตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่สมัยที่ยังศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ มาจนถึงบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งภาพถ่ายและบทความเล่าถึงเรื่องราวในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะช่วงที่ท่านได้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาตมะ คานธีเพื่อเรียกร้องเอกราชของอินเดียคืนจากอังกฤษ
อินเดียถือเป็นประเทศหนึ่งที่ทำเนียบประธานาธิปดี Rashtrapati Bhavan ได้กลายเป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวแวะมาเยี่ยมชม เดิมทีทำเนียบรัฐบาลแห่งนี้คือคฤหาสน์ของอุปราชชาวอังกฤษในยุคอาณานิคม Rashtrapati Bhavan ได้รับการออกแบบโดย Sir Lutyens สร้างจากหินทรายแดงด้วยสถาปัตยกรรมผสมระหว่างศิลปะตะวันตกและศิลปะโมกุล บนพื้นที่ 12.5 ไร่ บนพื้นที่เนินเขา Raisina Hill สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2472 จนใหญ่โตโอ่อ่า จากภายนอกมองเห็นเป็นโอมขนาดใหญ่สไตล์อินเดียวสูงถึง 55 เมตร ยอดบนสุดเป็นโอมที่ทำด้วยทองแดง ส่วนภายในจะแบ่งออกเป็น 355 ห้อง ตัวโถงกว้างขวางมีชื่อเรียกว่า Durbar Hall
นอกจากเป็นสถานที่ทำงานของทางราชการแล้ว ปัจจุบัน Rashtapati Bhavan ยังใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีสำคัญทางศาสนาข้างอาคารจะมีสวนโมกุล (Mughal Garden) ที่ได้ชื่อว่าสวยงามมาก โดยจะเปิดให้เข้าชมเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนมีนาคมเพราะจะเป็นช่วงที่ดอกไม้ออกดอกสวยงามที่สุด
|

Red Fort ป้อมปราการเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 350 ปี
|
|
Red Fort ป้อมปราการเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 350 ปี
ชื่อที่ได้คงมาจากสีของป้องที่สร้างขึ้นจากหินทราบแดงจนทำให้ทั่วทั้งอาคารมีสีแดงอิฐดูสวยงามปนเก่าแก่ขรึมขลังไปพร้อมๆ กัน ทันทีที่มายืนอยู่หน้า Red Fort ทำให้เรารู้สึกได้ว่า ที่นี่คือความยิ่งใหญ่อีกแห่งของอินเดียแน่นอน
และก็คาดคะเนได้ถูกต้อง เพราะในอดีตป้อมปราการแห่งนี้คือพระราชวังของจักรพรรดชาร์ จาฮัน (Shah Jahan) กษัตริย์พระองค์หนึ่งแห่งราชวงศ์โมกุลของอินเดีย ซึ่งท่านเป็นผู้ทรงสร้างทัช มาฮาล พระองค์ทรงโปรดให้สร้างป้อมแดง แห่งนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2191 และสร้างอยู่นานถึง 10 ปี จึงแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2191 ที่ยาวนานขนาดนี้ก็เพราะในระหว่างการก่อสร้างนั้นต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ทั้งภัยจากศึกสงครามและภัยจากธรรมชาติ และเริ่มมาเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2262 เพราะถูกรุกรานจากกองทัพเปอร์เซีย ครั้งนั้นทรัพย์สมบัติใน Red Fort ถูกปล้นสะดมกวาดเอาไปจนแทบไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว โดยเฉพาะการหายไปของราชบัลลังก์นกยูง (Peacock Throne) ราชบัลลังก์ทองคำที ประดับประดาไปด้วยอัญมณีล้ำค่าชนิดที่เรียกว่าประมาณค่าไม่ได้เลย
ปัจจุบันป้อมปราการ Red Fort แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีเฉลิมฉลองเอกราชของอินเดียซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคมของทุกปี Red Fort มีประตูทางเข้า Lahore Gate นี้จะเป็นประตูทางเข้าสำหรับนักท่องเที่ยว ตัวป้อมที่สูงและโอบล้อมด้วยกำแพงดูยิ่งใหญ่และโดดเด่นด้วยธงชาติอินเดียโบกสะบัดไปมาตามแรงลม ไกด์เล่าว่า ตำแหน่งที่ประดับธงชาตินั้น เป็นตำแหน่งเดียวกันที่นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียได้ เคยเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาเมื่อคราวที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2490
บรรยากาศที่มีนกพิราบนับพันบินไปมาเหนือ Red Fort ช่วยให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ อิสระและสงบอย่าบอกไม่ถูก และแต่จากภายนอกที่ดูว่ายิ่งใหญ่แล้วนั้น ภายในป้อมก็ยังมีร่องรอยที่บ่งบอกได้ถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต เพราะยังมีทั้งที่ประทับของกษัตริย์และราชินี รวมทั้งเหล่าข้าทาสบริวารนางสนมทั้งหลาย ส่วนใหญ่เป็นหินอ้อนและตกแต่งด้วยอัญมณีมีค่า ลวดลายที่สลักตามขอบประตูขอบหน้าต่างและเพดานพระราชวังนั้นสวยงามและอบอวลไปด้วยศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของอินเดียผสานกับศิลปะของมุสลิมแต่ดูแล้วเข้ากันดีและสวยงามไม่มีที่ติแม้กาลเวลาจะเริ่มทำให้สีสันการตกแต่งนั้นจืดจางและผนังเริ่มกระเทาะแตกไปบ้างแล้วก็ตาม
|

สุสานหุมายุน (Humayun's Tomb)
|
|
สุสานหุมายุน (Humayun's Tomb)
เป็นสุสานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมไปเรียบร้อยแล้ว สร้างขึ้นในยุคราชวงศ์โมกุล โดย พระราชินี Haji Begum ทรงสร้างแทนการถวายอาลัยแก่ จักรพรรดิหุมายุน ในปี พ.ศ. 2108 ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวเปอร์เซียชื่อ Mirak Mirza Ghiyes
ความสวยงามของสุสานแห่งนี้ประกอบด้วยตัวอาคารสุสานที่สูง 3 ชั้น ลักษณะเป็นสามโดมเรียงกัน โดยโดมกลางจะใหญ่ที่สุด ในขณะที่โดมที่เหลือทั้งสองข้างจะเล็กลงมา และเพราะเป็นสถานภายในตัวอาคารจึงมีหลุมฝังพระศพของจักรพรรดิหุมายุน และพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์อีก เห็นความสวยงามขนาดนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่า สุสานแห่งนี้แท้จริงแล้วคือต้นแบบของทัชมาฮาลที่โด่งดังไปทั่วโลกและสร้างขึ้นหลังจากสุสานหุมายุนกำเนิดขึ้นแล้วถึง 70 ปี
|

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย (National Musem of India)
|
|
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย (National Musem of India)
และสำหรับเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอดีตที่ยาวนานเช่นนี้เราจึงไม่ลืมที่จะเข้าเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย (National Musem of India) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นศูนย์รวมของโบราณวัตถุและของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ของอินเดียมากกว่าแสนชิ้น โดยมีการเก็บรวบรวมข้างของเครื่องใช้ทั้งหลายที่มีมาตั้งแต่ยุคอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเลยทีเดียว เมื่อได้เข้ามาพิพิธภัณฑ์นั้น นอกจากจะได้ชมของเก่าอายุหลายพันปีแล้ว ที่นี่ยิ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของอินเดียและเห็นถึงศิลปกรรมในแต่ละยุคสมัยอายุกว่าห้าพันปี
ความสวยงามของสุสานแห่งนี้ประกอบด้วยตัวอาคารสุสานที่สูง 3 ชั้น ลักษณะเป็นสามโดมเรียงกัน โดยโดมกลางจะใหญ่ที่สุด ในขณะที่โดมที่เหลือทั้งสองข้างจะเล็กลงมา และเพราะเป็นสถานภายในตัวอาคารจึงมีหลุมฝังพระศพของจักรพรรดิหุมายุน และพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์อีก เห็นความสวยงามขนาดนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่า สุสานแห่งนี้แท้จริงแล้วคือต้นแบบของทัชมาฮาลที่โด่งดังไปทั่วโลกและสร้างขึ้นหลังจากสุสานหุมายุนกำเนิดขึ้นแล้วถึง 70 ปี
|

วัดดอกบัว (Bahai Temple)
|
|
วัดดอกบัว (Bahai Temple)
วัดทรงดอกบัวตูมยักษ์หรือที่คนไทยเรียกติดปากกันว่า วัดดอกบัว ตามรูปแบบของอาคาร ความโหฬารของดอกบัวยักษ์นี้ เห็นได้จากกลีบดอกบัวสีขาวแค่เพียงกลีบเดียวก็ใหญ่โตกว่ามนุษย์หลายสิบเท่าแล้ว กลีบบัวยอดแหลมที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยที่ชั้นนอกสุดแผ่ออกเป็นส่วนฐานมองแล้วทำให้นึกไปถึงกระทงของบ้านเรานั่นเอง
ดอกบัวยักษ์สัญลักษณ์ของวัดได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิหร่านชื่อ นาย Fariburz Sabha ก่อสร้างกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2529 โดยรอบ Bahai Temple นี้จะเป็นสนามหญ้ากว้างถึง 67 ไร่ มีทางเดินตัดผ่านเข้าไปยังตัววัด ก่อนจะเห็นบันไดทางด้านข้างให้ขึ้นไปสู่ลานด้านบนที่มีสระน้ำ 9 สระ และระเบียงล้อมตัวดอกบัวยักษ์เอาไว้
เมื่อเดินเข้าไปภายในโดมดอกบัวนี้ จะเห็นลานกว้างที่มีหลังคาสูงโปร่ง บนลานนี้จะมีเก้าอี้วางไว้นับร้อยตัวสำหรับเปิดให้ประชาชนเข้ามาร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งจุคนได้ถึง 1,300 คน โดยจะมีแท่นสำหรับผู้นำกล่าวอยู่ทางด้านหน้าสุด และแม้จะเป็นนิกาย Bahai แต่วัดแห่งนี้ก็เปิดต้อนรับผู้แสวงบุญและผู้ต้องการความเงียบสงบจากทุกศาสนาโดยไม่มีการกีดกั้น
หากลองแหงนมองขึ้นไปบนเพดานก็จะเห็นโคมประดับสวยงาม อยู่บนนั้น รอบโคมจะกรุด้วยกระจกทำให้มีแสงจากพระอาทิตย์สาดส่องเข้ามาเพิ่มความสว่างโดยธรรมชาติ วัดแห่งนี้คือสถาปัตยกรรมที่พูดได้ว่าสวยงามและมีความทันสมัยมากเป็นอันดับต้นๆ ของนิวเดลลี และยังเป็นอีกจุดหนึ่งที่สังเกตได้ว่า ชาวอินเดียนิยามเข้ามาเที่ยวชมที่นี่เป็นจำนวนมาก
|

Lakshmi Narayan Temple
|
|
Lakshmi Narayan Temple
ที่นี่คือศูนย์รวมของเทวรูปองค์เทพอีกแห่งหนึ่งของอินเดียที่มีคนเข้าไปสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันมาก ด้วยความเชื่อที่ว่า หากมีโอกาสได้ขอพรต่อองค์เทพแล้ว จะได้รับประทานพรให้สมความปรารถนาในทุกสิ่งที่ต้องการ
วัดฮินดูแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Birla Mandir ซึ่งเป็นการให้เกียรติเรียกตามชื่อของผู้สร้าง นั่นคือนาย Raja Baldev Birla หนึ่งในนักธุรกิจคนสำคัญของอินเดีย Birla Mandir สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2481 ด้วยวัตถุประสงค์ในการเป็นสถานที่สำหรับบูชาองค์ พระนารายณ์ และ พระลักษมี องค์เทพที่ทั้งชาวอินเดียและชาวต่างชาติให้ความเคารพศรัทธา ซึ่งนอกจากจะมีเทวรูปของทั้งสององค์เทพแล้ว ในบริเวณวัดยังมีเทวรูปขององค์พระกฤษณะ พระพิฆเนศ โดยเพราะพระพิฆเนศนี้มีผู้มากราบไหว้ขอพรเป็นจำนวนมาก ด้วยจุดประสงค์ในการขอพรให้ประสบความสำเร็จในกิจการงานต่างๆ สำเร็จ
|

ตลาด Dilli Haat
|
|
ตลาด Dilli Haat
แหล่งช้อปปิ้งที่ถือเป็นหน้าเป็นตาและตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่นี่คือตลาดที่รวมเอาสรรพสิ่ง สินค้านานาชนิดมาไว้ให้นักท่องเที่ยวขาช้อปได้เลือกซื้อสินค้าที่ถูกใจติดไม้ติดมือกลับบ้าน สินค้าที่มีก็ได้แก่ อาหารท้องถิ่น งานฝีมือ เครื่องปั้นดินเผา ผ้าทอ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ของที่ระลึก ฯลฯ
|

ตลาด Connaught Place หรือ ตลาด CP
|
|
ตลาด Connaught Place หรือ ตลาด CP
ศูนย์กลางของธุรกิจทั้งหลายในนิวเดลลี และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก CP เป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพากันหลั่งไหลมาจับจ่ายซื้อสินค้าทุกชนิด ทุกประเภท ตั้งแต่สินค้าแฟชั่นมีแบรนด์ตามสมัยนิยม และสินค้าท้องถิ่นจากฝีมือชาวบ้าน และหากมีโอกาสได้ไปแวะเดินเล่นในย่าน CP อย่าลืมลองมองหาของอร่อยมาชิมดูบ้าง เพราะในย่านนี้มีร้านอาหารแผงลอยที่เป็นต้นตำรับอาหารท้องถิ่นของอินเดียอยู่หลายร้านเลยทีเดียว
หรือแม้ต้องการจะเสาะหารานอาหารหรูระดับภัตตาคาร โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว บริษัททัวร์ สำนักงานของกระทรวงการท่องเที่ยวของอินเดีย ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ ผับบาร์ ไปจนถึงร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด โดยเฉพาะบางร้านได้รับความนิยมมากจนเห็นลูกค้าต่อคิวยาวเหยียดอย่างไม่น่าเชื่อ
ผังเมืองของ CP จะมีลักษณะเป็นวงกลม รอบนอกจะเต็มไปด้วยอาคารสำนักงานและธนาคารสำหรับแลกเปลี่ยนเงิน ส่วนแหล่งบันเทิงกินเที่ยวและจับจ่ายจะอยู่ชั้นใน และยิ่งสะดวกในการเดินทางมายัง CP มากยิ่งขึ้น ด้วยการมีสถานีรถไฟใต้ดินอยู่ใจกลาง CP นักท่องเที่ยวเองก็เดินทางไปในย่านนี้ได้ง่าย โดยเฉพาะจุดต่อระหว่างอาคารสำนักงานและย่านบันเทิงก็จะมีศูนย์กลางของแหล่งรวมเครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิดในร้านค้าหลายร้อยแห่ง จุดนี้จึงมีผู้คนมาช้อปปิ้งเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวจากต่างแดนควรเดินเลือกซื้อสินค้าด้วยความระมัดระวังทั้งกระเป๋าสะพายและกระเป๋าสตางค์ให้ดี
|

ตลาดจันพาธ (Janpath)
|
|
ตลาดจันพาธ (Janpath)
เป็นตลาดยอดนิยมในนิวเดลลี รับรองว่านักช้อปเดินชมสินค้ากันไม่หวาดไม่ไหว แต่ต้องบอกไว้เลยว่า การซื้อสินค้าในตลาดแห่งนี้ต้องใช้วิธีต่อรองราคากัน เพราะจะไม่มีป้ายบอกราคาสินค้าติดเอาไว้ แถวนี้มีร้านอาหารแผงลอยมากมายแต่หากจะเลือกรับประทานก็ขอให้พิจารณาดูดีๆ เพราะอาหารริมถนนในอินเดียมีโอกาสทำให้เกิดท้องร่วงได้สูง
|

|
|
เมือง อัครา (Agra)
รัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และเป็นที่ตั้งของ เมืองอัครา (Agra) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักท่องเที่ยว เมืองอัคราเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของอินเดียตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์โมกุล รวมถึงยังเป็นเมืองที่ชาวอินเดียอาศัยอยู่มากที่สุด ถ้าเทียบกับเมืองอื่นๆ
|
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองเดลลี
|

ทัช มาฮาล (Taj Mahal)
|
|
ทัช มาฮาล (Taj Mahal)
ทัชมาฮาลถูกพิจารณาให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่ ทัชมาฮาลตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ในเมืองอาครา ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ หลุมศพของพระนางมุมตัซ มาฮาล ซึ่งถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง ประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอย หิน โมราและเครื่องประดับจากมิตรประเทศ ได้รับคำรับรองว่าสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 100 เมตร สูง 60 เมตร มีผู้สร้างและออกแบบร่วม 20,000 คน การก่อสร้างกินเวลานานถึง 22 ปี ทัชมาฮาลมีเนื้อที่ประมาณ 42 เอเคอร์ เป็นที่ตั้งของมัสยิด มีหออาซาน (หอสูงสำหรับร้องแจ้งเวลาทำนมาซ) และมีสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ นายช่างที่ออกแบบ ชื่อ อุสตาด ไอซา ถูกประหารชีวิตเพื่อมิให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมใด ๆ ที่สวยกว่าได้ ส่วนหัวของทัชมาฮาลมีลักษณะโดมที่เรียกว่าโอเนียนโดม
ทัชมาฮาล สุสานหินอ่อนที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิโมกุลผู้มีรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ เจ้าชายขุร์รัม ชึ่งต่อมาคือสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน พระราชสมภพในปี พ.ศ. 2135 พระบิดา คือจักรพรรดิ ชาห์ ชหานชีร์ จักรพรรดิองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์โมกุล แห่งอินเดีย ตามตำนานกล่าวว่า เจ้าชายขุร์รัม ได้พบกับอรชุมันท์ พานุ เพคุม ธิดาของรัฐมนตรี เมื่อพระองค์ มีพระชนมายุ 14 พรรษา พระองค์ทรงหลงใหลและหลงรักนาง เจ้าชายขุร์รัมจึงซื้อเพชรด้วยเงิน 10,000 รูปีและบอกแก่พระบิดาของพระองค์ว่าพระองค์มีความประสงค์ที่จะแต่งงานกับบุตรสาวของรัฐมนตรี พิธีอภิเษกถูกจัดขึ้นหลังจากนั้น 5 ปี ในปี พ.ศ. 2155 จากนั้นมาทั้งสองก็มิเคยอยู่ห่างกันอีกเลย
หลังจากที่พระเจ้าชาห์ ชหาน ขึ้นครองราชบัลลังก์ในปี พ.ศ. 2171 พระองค์มอบความไว้วางใจแก่ อรชุมันท์ พานุ เพคุม และเรียกนางว่า มุมตัซ มาฮาล "อัญมณีแห่งราชวัง" พระมเหสีติดตามพระองค์
แม้แต่ในสนามรบ แนะนำพระองค์ในเรื่องราชการของประเทศ และพระองค์ซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระมเหสียิ่งนัก ครั้นในปี พ.ศ. 2174 พระมเหสีมุมตัซสิ้นพระชนม์ หลังจากให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 การสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีทำให้พระเจ้าชาห์ ชหานโศกเศร้าอยู่ถึงสองทศวรรษ ราชสมบัติส่วนใหญ่สูญเสียไปเพื่อการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของทั้งสองพระองค์
พระองค์ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี พ.ศ. 2209 ตามตำนานกล่าวว่าให้วันสุดท้ายของชีวิตพระองค์ใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล และสิ้นพระชนม์ด้วยเศษกระจกในกำมือ พระเจ้าชาห์ ชหานถูกฝังในทัชมาฮาล เคียงข้างมเหสีซึ่งพระองค์ไม่เคยลืม มีบางคนกล่าวว่าพระเจ้าชาห์ ชหาน มิได้ประสงค์ที่จะถูกฝังร่วมกับประมเหสี แต่พระองค์มีแผนการที่จะสร้างสุสานอีกแห่งด้วยหินอ่อนสีดำ เพื่อเป็นสุสานของพระองค์ แต่ผู้รู้หลายท่านเชื่อว่าพระองค์ประสงค์ที่จะถูกฝังเคียงข้างพระนางมุมตัซ มาฮาล
|

พระราชวังอัคราฟอร์ด (Agra Fort)
|
|
พระราชวังอัคราฟอร์ด (Agra Fort)
พระราชวังอัคราฟอร์ด ป้อมปราการที่สร้างขึ้นจากหินทรายแดงและตั้งเด่นเป็นสง่าสวยงามอยู่ในเมืองอัครามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2108 โดยการก่อสร้างจากพระราชดำริของ จักรพรรดิ์อัคบาร์ (Emperor Akbar) พระราชวังแห่งนี้ก่อสร้างสไตล์มุสลิม ที่เคยเป็นป้อมปราการสำหรับบัญชาการรบของกษัตริย์มาก่อน ก่อนจะปรับเปลี่ยนไปเป็นพระราชวังและผ่านการดูแลสืบต่อเรื่อยมาจนถึงยุคของพระเจ้าชาร์ จาฮันนี่เอง ซึ่งได้มีการทุบบางส่วนทิ้งแล้วสร้างเสริมเข้ามาใหม่ แต่แล้วพระราชวังแห่งนี้กลับต้องเป็นที่ประทับสุดท้ายของพระองค์ เพราะนี่คือสถานที่ที่พระราชโอรสทรงส่งพระเจ้าชาร์ จาฮันมาขังไว้จนสิ้นพระชนม์ ซึ่งขณะที่มีชีวิตอยู่จะยืนที่ริมหน้าต่าง มองไปยังทัชมาฮาลที่เป็นที่เก็บพระศพของมเหสีผู้เป็นที่รักตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่ถูกคุมขัง
พระราชวังอัคราฟอร์ดนับว่าสวยงามและยิ่งใหญ่ ด้วยขนาดมหึมากว้างขวางด้วยกำแพงสูงกว่า 20 เมตร ยาว 2.5 กิโลเมตร ภายในแบ่งเป็นห้องหินอ่อนที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ตามประวัติเล่าว่า พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นฮาเร็มที่รวมสาวงามเอาไว้มากมาย และใช้เป็นพื้นที่ในการจัดงานรื่นเริงกันอย่างสนุกสนานของบุคคลในราชวงศ์
|

สุสาน Baby Taj หรือ Ltimad-ud-Daulah
|
|
สุสาน Baby Taj หรือ Ltimad-ud-Daulah
ที่นี่ถูกสร้างก่อน ทัช มาฮาล ถึง 10 ปี และสวยงามด้วยอาคารที่สร้างจากหินอ่อนและประดับด้วยกระเบื้องสี ที่นี่เก็บรักษาหีบศพของ เมอร์ซา กิยาส เบก (Mirza Ghiyas Beg) และภรรยา ซึ่งแน่นอนว่าเราจะได้เห็นหีบจำลอง ส่วนของจริงนั้นฝังอยู่ใต้ดินเช่นเคย
|

มัสยิดเก่าแก่ (Jama Masjid)
|
|
มัสยิดเก่าแก่ (Jama Masjid)
มัสยิดเก่า ตั้งอยู่กลางเมืองอัครา ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2191 ซึ่งพระเจ้าชาร์ จาฮันทรงสร้างให้กับ พระราชธิดาจาฮานารา (Jahanara) มัสยิดแห่งนี้มีขนาดใหญ่พอสมควร และถึงแม้มัสยิดแห่งนี้จะดูเก่าและทรุดโทรมมากแล้ว แต่ภายในยังมีลวดลายสวยๆ สไตล์มุสลิมให้ได้ชม รวมทั้งคำจารึกจากคัมภีร์อัลกุราอานที่ค่อนข้างชัดเจนยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป
|

ตลาด Kinari Bazaar
|
|
ตลาด Kinari Bazaar
เป็นแหล่งรวมของผืนผ้างามโดยเฉพาะส่าหรีที่หญิงสาวมักนิยมมาเลือกซื้อ นอกจากนั้นก็จะมีสินค้าอื่นๆ ประเภทเครื่องหนัง กระเป๋า และรองเท้า ฯลฯ
|

|
|
เมือง ชัยปุระ (Jaipur)
ชาวอินเดียจะออกเสียงเรียกว่า จัยปูร์ (Jaipur) ที่มีความหมายว่า "เมืองแห่งชัยชนะ" ชัยปุระเป็นเมืองหลวงของรัฐราชสถาน (Rajasthan) รัฐแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย มีขนาดพื้นที่กว้างขวางประมาณ 342,239 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย
นครชัยปุระเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า "นครสีชมพู" จากการที่ทั่วทั้งรัฐจะมีอาคารที่ฉาบทาด้วยสีชมพูเป็นส่วนใหญ่ เรื่องนี้มีที่มาจาก ในสมัยหนึ่งช่วงประมาณปี พ.ศ. 2419 ยุคสมัยของ มหาราชา ราม ซิงส์ (Maharaja Ram Singh) ซึ่งท่านมีพระราชดำริว่า ประชาชนชาวอินเดียควรใช้สีทาบ้านเป็นสีชมพูเพื่อแทนการมีไมตรีจิตต่อ เจ้าชายแห่งเวลส์ (Prince of Wales) เจ้าชายมกุฎราชกุมารของอังกฤษ ซึ่งภายหลังได้ดำรงพระยศเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 (King Edward VII) แห่งสหราชอาณาจักร
หลังจากนั้นมา อาคารสีชมพูค่อยๆ โดดเด่นในราชสถานขึ้นเรื่อยๆ และจากเดิมที่การทาสีบ้านเป็นสีชมพูนี้เป็นการทาสีใหม่ทับลงบนสีเก่า แต่ต่อมารัฐบาลอินเดียก็ออกกฏหมายควบคุมให้สิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นใหม่ภายในเขตกำแพงเมืองเก่าก็ต้องทาสีชมพูเช่นกัน ทำให้ราชสถานมีสีชมพูหวานๆ ทั่วไป และเป็นอีกหนึ่งจุดสนใจที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมนครสีชมพูแห่งนี้
|
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองชัยปุระ
|

พระราชวังแห่งสายลม (Palace of the winds) หรือ ฮาวามาฮาล (HawaMahal)
|
|
พระราชวังแห่งสายลม (Palace of the winds) หรือ ฮาวามาฮาล (HawaMahal)
พระราชวังแห่งสายลม ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2342 โดยมหาราชา สะหวาย ประตัป ซิงห์ (Maharaja Sawai Pratap Singh) เพื่อเป็นที่ประทับของพระองค์ นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในใจกลางเมืองชัยปุระแห่งนี้
พระราชวังแห่งสายลม มีความสูงจากฐาน 50 ฟุต (15 เมตร) ด้วยรูปแบบอันโดดเด่นของสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยหินทรายสีแดงและสีชมพูสูง 5 ชั้น คล้ายปิรามิด ถ้ามองจากด้านนอกเข้ามาดูคล้ายฉากมากกว่าจะเป็นพระราชวัง จริงๆ แล้วโครงสร้างด้านนอกจงใจสร้างเลียนแบบมงกุฏของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นเทพสำคัญองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู ที่มหาราชา ไสว ประตัป ซิงห์ ทรงเคารพนับถือ
ในแต่ละชั้นของพระราชวังมีการตกแต่งประดับประดาด้วยระเบียงหินอ่อนที่แกะสลักเป็นลายคล้ายตาข่ายที่งดงามและประณีต พร้อมบานหน้าต่างเล็กๆ จำนวนมากถึง 953 บาน มองดูคล้ายรวงผึ้ง ซึ่งนอกเหนือจากความสวยงาม ยังเพื่อให้ลมผ่านได้สะดวก และลายตาข่ายหรือตาตะแกรงที่คล้ายม่านกรองแสงนี้ ยังช่วยกรองสายตาผู้คนที่มองลอดเข้ามาจากภายนอกได้อีกด้วย
เนื่องจากเดิมนั้น พระราชวัง ออกแบบมาสำหรับให้สนมนางในของราชสำนักที่มีข้อห้ามในการต้องปิดคลุมใบหน้า ได้เฝ้าสังเกตวิถีชีวิตประจำวันในเมือง และขบวนแห่ต่างๆ ที่เคลื่อนผ่าน ดังนั้นรูปทรงส่วนด้านหน้าของอาคารจึงตกแต่งด้วยลายตะแกรงและหน้าต่างขนาดเล็กจำนวนมาก ที่ทำให้ที่นี่ มองดูเหมือนฉากมากกว่าพระราชวัง
นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปยังชั้นบนสุดของพระราชวังได้ ด้วยบันไดและทางเดินที่สลับซับซ้อน แม้จะสูงชันแต่ก็คุ้มค่าที่จะได้ชมทิวทัศน์ของเมืองชัยปุระผ่านช่องหน้าต่างที่แกะสลักคล้ายตาข่ายนั้นได้ นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กตั้งอยู่ด้านในให้เข้าชมด้วย ช่วงเวลาที่เปิดให้เข้าชมได้คือ 09.00-17.00 น. ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการมาเยี่ยมชมที่นี่คือ เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ของทุกปี
|

พระราชวังซิตี้พาเลซ (City Palace)
|
|
พระราชวังซิตี้พาเลซ (City Palace)
พระราชวังซิตี้พาเลซ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2340 เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างแบบราชปุตและโมกุล ปัจจุบันพระราชวังซิตี้พาเลซ ถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ไสวมานซิงห์ ที่จัดแสดงเครื่องแต่งกายเก่าแก่ของมหาราชา เมื่อเข้าไปภายในจะเห็นลานกว้างและสวนสวย จุดกึ่งกลางของพระราชวังจะทำเป็น หอจันทราฮาล ที่ในปัจจุบันจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องแต่งกายของบุคคลในราชสำนักยุคนั้น
เมื่อเข้าไปยังพื้นที่ด้านใน ที่เคยเป็นเขตพระราชฐานในอดีตซึ่งอยู่ในใจกลางพระราชวัง จะมองเห็นห้องว่าราชการของมหาราชา และลานนกยูง (Peacock Courtyard) หรือ ปทัมนิวาสชอว์ก (Pitam Niwas Chawk) ที่เรียกว่า ลานนกยูงนั้นก็คือ เป็นบริเวณที่มีการจัดแสดงความรื่นรมย์ทางการฟ้อนรำเพื่อสร้างความสำราญให้กับมหาราชา ออกแบบให้ลานนกยูงมีประตูถึง 4 บาน ภาพวาดสลักไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนฤดูทั้ง 4 ในฤดูฝนจะใช้ภาพนกยูงรำแพนหางอยู่บนกรอบประตู ฤดูร้อนใช้ภาพดอกบัว ฤดูหนาวใช้ภาพดอกไม้ ฤดูใบไม้ผลิจะระบายเป็นประตูสีเขียวอ่อนลวดลายดอกไม้ใบไม้
|

หอดูดาวจันตาร์มันตาร์ (Jantar Matar)
|
|
หอดูดาวจันตาร์มันตาร์ (Jantar Matar)
หอดูดาวจันตาร์มันตาร์ ที่นี่มีความสำคัญในด้านดาราศาสตร์มายาวนานและยังเป็นอาคารที่ออกแบบได้ทันสมัยทัดเทียมกับยุคปัจจุบัน และที่นี่ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองชัยปุระ นักท่องเที่ยวแวะมาชมกันไม่ขาดสาย และได้กลายเป็นมรดกโลกจากการประกาศของ ยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2553
|

พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท (Amber Fort)
|
|
พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท (Amber Fort)
พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท ในอดีตเคยเป็นราชธานีของเมืองชัยปุระมาก่อน พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในป้อมแอมเบอร์ซึ่งอยู่บนเนินเขาสูง โดยมหาราชาแมนสิงห์ เมื่อปี พ.ศ. 2135 ถือเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมแบบราชปุต ที่นอกจากจะสวยงามแล้ว ยังสร้างให้อยู่ใกล้น้ำเพื่อเป็นการป้องกันข้าศึกได้อย่างดี พระราชวังแห่งนี้ จึงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของราชวงศ์กาญจวาหาของอินเดียอยู่นานหลายร้อยปี ก่อนจะมีการย้ายไปตั้งราชธานีใหม่ในกลางเมืองชัยปุระ
ภายในพระราชวัง จะมีตำหนักต่างๆที่ในปัจจุบันได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ มีทั้งของเก่าดั้งเดิมและของใหม่ที่ต่อเติมเข้ามาในแต่ละยุคแต่ละสมัยของมหาราชาแต่ละองค์ ทำให้พระราชวังแห่งนี้มีการตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมผสมแต่ก็สวยงามและลงตัวน่าชม อย่างเช่น วังกระจก หรือ Sheesh Mahal ที่ภายในกรุด้วยกระจกสีให้ออกมาเป็นลวดลายต่างๆทั่วทั้งผนัง
|

ตลาด ทริโปเลีย บาซาร์ (Tripolia Bazaar)
|
|
ตลาด ทริโปเลีย บาซาร์ (Tripolia Bazaar)
เป็นแหล่งรวมของร้านค้าเครื่องประดับมากมาย ร้านค้าที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปได้แก่ ร้าน Motison Jewlries , ร้าน Keenamari และ ร้าน Kundan
|

ตลาด Bapu Bazaar
|
|
ตลาด Bapu Bazaar
หากสนใจส่าหรีสวยๆ หรือสินค้าจำพวกผ้าทอต่างๆ ที่นี่มีผ้าที่สวย สีสันสดใสรอให้เข้าไปเลือกชมมากมายหลายร้อยแบบ ที่สำคัญคือ มีราคาถูกพอซื้อหากันได้ไม่ยากนัก
|

ตลาด Hawa Mahal Bazaar
|
|
ตลาด Hawa Mahal Bazaar
ถ้าชอบสินค้าทำมือหรืองานหัตถกรรมแนวๆ โดยส่วนใหญ่จะมีสินค้า เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ผ้าพันคอ ฯลฯ ให้เลือกตามใจชอบ แต่แถบนี้ต้องต่อรองสินค้ากันให้ดี และควรเลือกคุณภาพของสินค้าอย่างดีด้วย
|

|
|
|

|
|
โปรแกรมทัวร์อินเดียแนะนำ : |
|
|
|
ทัวร์อินเดีย : อินเดีย สรีลังกา 6วัน 4คืน |
| ราคาทัวร์: 33,900 บาท สายการบิน UL จำนวนวัน: 6 วัน |
| เดลี.. ศูนย์รวมวัฒนธรรมอันหลากหลายจากรัฐต่างๆ อัครา.. "ทัชมาฮาล" สิ่งมหัศจรรย์ของโลก อนุสรณ์แห่งความรักอันเลื่องชื่อ ชัยปุระ.. "นครสีชมพู" เต็มไปด้วยปราสาทราชวังและป้อมปราการ โคลัมโบ.. สักการะต้นโพธิ์ใหญ่ที่ "วัดกัลยาณีวิหาร"
|
|
|
|
ทัวร์อินเดีย : โรแมนติกแคชเมีย ทัชมาฮาล 7 วัน |
| ราคาทัวร์: 35,900 บาท สายการบิน 9W จำนวนวัน: 7 วัน |
| แคชเมียร์.. ดินแดนที่สวยที่สุดในโลก เปรียบดุจสวรรค์บนโลกมนุษย์ ทะเลสาบดาล.. ทะเลสาบสวยใส ใจกลางเทือกเขาหิมาลัย กุลมาร์ค&โซนามาร์ค.. ความผสมผสานของทุ่งหญ้าและภูเขาหิมะอันงดงาม ทัชมาฮาล.. สิ่งมหัศจรรย์ที่งดงามที่สุด เกิดขึ้นโดยอนุภาพความรักบันดาล |
|
|
|
ทัวร์อินเดีย : แคชเมียร์ กุลมาร์ค เดลี 5วัน 4คืน |
| ราคาทัวร์: 29,900 บาท สายการบิน 9W จำนวนวัน: 7 วัน |
| แคชเมียร์.. ดินแดนที่สวยที่สุดในโลก เปรียบดุจสวรรค์บนโลกมนุษย์ ทะเลสาบดาล.. ทะเลสาบสวยใส ใจกลางเทือกเขาหิมาลัย นิวเดลี.. นคร 7 ธานี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย วัดอัคชาร์ดาม.. สรวงสวรรค์บนดินที่ใครหลายๆคนกำลังตามหา |
|
|