|
 |
|
16-04-09
สุวรรณภูมิ - ปักกิ่ง -
ถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง |
|
วันนี้จะไปปักกิ่ง
ล่าสุดที่กลับมาก็เมื่อปีที่แล้วเดือนสิงหาคม ได้มีโอกาสไปสัมผัสบรรยากาศโอลิมปิค
ถึงแม้จะไม่ได้เข้าไปในสนาม กีฬารังนกก็ตาม แต่ยังประทับใจไม่หาย
ครั้งหนึ่งใน ชีวิตได้มาสัมผัสบรรยากาศ มหกรรมกีฬาระดับโลก
คราวนี้ได้กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับสมาชิกของ คุยข่าวสิบโมง 80
ชีวิต เป็นครั้งที่ 2
หลังจากคราวที่แล้วไปเที่ยวฮ่องกงด้วยกันมา พิธีกรหลักก็ยังเป็นคุณเอ้
นนทวัฒน์ เฮียซ้ง และอาจารย์ประมาณ |
|
 |
เราเดินทางด้วยสายการบินไทย
(รักคุณเท่าฟ้า)
บริการทุกระดับประทับใจ เสริฟจนเราเกรงใจ แต่เอาเข้าจริง ๆ
เอาของมาเสริฟทีไร ก็หยิบทุกที อิอิ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ
4
ชั่วโมงครึ่ง
เราก็มาถึงสนามบินนานาชาติปักกิ่ง
หลายคนที่เคยมาปักกิ่งเมื่อสองปีก่อน
ถ้ามาในวันนี้ จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง
อย่างแรกที่ได้เห็นก็คือ
อาคารสนามบินใหม่ ที่พึ่งสร้างเสร็จเมื่อตอนก่อนโอลิมปิค
คราวนี้เราต้องนั่งรถไฟ
เข้าไปรับกระเป๋าเหมือนกับที่ฮ่องกงเลย
ปักกิ่งเมืองหลวงของประเทศจีน
ที่นี่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศ
แต่ศูนย์กลางเศรษฐกิจกลับไปอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ เคยมีคนพูดไว้ว่า ไม่มาปักกิ่ง
ไม่รู้ว่ายศต่ำ ไม่ไปเซี่ยงไฮ้ ไม่รู้ว่าตัวเองจน
สาเหตุที่มีประโยคนี้ก็เพราะว่า
ที่ปักกิ่งมีแต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ใครที่ว่าตำแหน่งใหญ่ ๆ
ในต่างเมือง มาถึงปักกิ่ง ก็จะกลายเป็นตำแหน่งน้อย ๆ ไปในทันที
หลายคนคงคิดว่า เวอร์เกินไปรึปล่าว คงไม่กล่าวเกินเหตุ เนื่องจาก
จีน เป็นประเทศที่ใหญ่ 1 มณฑลของเค้า
ก็ใหญ่เท่ากับ 1 ประเทศไปแล้ว เรียกง่าย ๆ
ว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบ้านเรา ก็แค่ผู้ว่าการมณฑล ของเค้านั่นเอง
แล้วที่เซี่ยงไฮ้นี่ก็มีแต่คนรวย ถ้าใครได้เคยไปเซี่ยงไฮ้มาแล้ว
คงไม่ปฏิเสธ เซี่ยงไฮ้เจริญและล้ำหน้าไปไกลกว่ากรุงเทพฯ
บ้านเราหลายเท่าตัว เศรษฐกิจ ดี ถึงขั้นที่ว่า
ทางด่วนในเมืองไม่มีการเก็บเงิน (เหมือนจะดี แต่จริง ๆ
เค้าไปบวกไว้ในภาษีเรียบร้อยแล้ว) กลับมาคุยถึงปักกิ่งกันต่อดีกว่า
หลังจาก โอลิมปิกผ่านพ้นไป ก็ได้เห็นสิ่งปลูกสร้างใหม่ ๆ เยอะขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น รถไฟที่มุ่งตรงสู่สนามบิน
บ้านพักนักกีฬาซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็น คอนโดหรู
ขายให้กับเศรษฐีจีนหน้าใหม่ รถยนต์นับวันยิ่งเยอะขึ้น คุยกับคนขับ
แกก็บ่นให้ฟัง ว่าตอนนี้รถมากขึ้นทุกวัน ยิ่งในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน
รถก็ติดได้ใจ แต่รถ ติดของที่นี่ก็ ยังสามารถที่จะขยับไปได้เรื่อย
ๆ ไม่เหมือนกรุงเทพฯ บ้านเรา จอดนิ่ง ๆ มองดูไฟแดงกัน
อยู่ที่บ้านไม่มีให้ดู ต้องขับรถออกมาดูไฟแดงที่ ท้องถนนกัน
^ ^ การแก้ไขจราจรของที่นี่
เค้าทำโดยการใช้ถนนแบบวงแหวน สะพานข้ามแยก และทางลอดอุโมงค์
มีการวางผังเมืองที่ดี เลยช่วยเรื่องการ จราจรได้เยอะ แต่ในอนาคต
ถ้ายังไม่ควบคุมประชากรรถให้ดี ก็คงจะเกิดวิกฤตจราจรเป็นแน่ |
|
|
มื้อค่ำวันนี้ เป็นมื้อพิเศษที่ไม่เคยไปลิ้มลองมาก่อน คือเทปันยากิ
กะทะร้อน เสริฟกันแบบร้อน ๆ
ตอนแรกฟังก็ยังงง ๆ ว่าเสริฟยังไง แบบ ร้อน ๆ มาเห็นก็ถึงบางอ้อ
โต๊ะที่นั่งจะนั่งล้อมวง แล้วพ่อครัวก็ยืนอยู่ตรงกลาง
ประกอบอาหารให้เราเห็นกันจะ ๆ กุ๊ก ก็จะมีลูกเล่นนิดหน่อยในตอนที่ประ
กอบอาหาร ก็ดูเพลินตาดี อาหารมีด้วยกัน ทั้งหมด 12
ชนิด เริ่มตั้งแต่ปลาทอด กุ้งทอด ข้าวปั้น ข้าวผัด ฯลฯ ดูแล้วก็เพลินดีครับ
เสียดายหัวหน้าทัวร์ ต้องไปนั่งอีกมุม เลยอดลิ้มลองรสชาติชาติของอาหาร
แต่จากที่สอบถาม ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยยยยยยยยยยยยยยย
|
|
 |
ก่อนที่จะกลับโรงแรมหนังท้องตึงแบบนี้
ก็ต้องไปหา ที่เดินย่อยอาหารอันก่อน
ขืนกลับไปนอนที่โรงแรม มีหวังกลับไปคงได้ซื้อกางเกง
ตัวใหม่เป็นแน่ คืนนี้เราจะไปเดินที่หวังฝูจิ่งกัน
หวังฝูจิ่ง
คือย่านชอปปิ้งชื่อดังของปักกิ่ง นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
ถ้ามาถึงปักกิ่งจะพลาดไม่ ได้เลยกับการที่จะต้องมาเดินดูแสงสี
และของกินแปลก ๆ อย่าง แมงป่อง ปลาดาว ปลาฉลามน้อย
หรือจะเป็นของที่ขึ้นชื่ออย่างถังหูหลู่ (ผลไม้ชุบน้ำ
ตาล) มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ พุทรา สตอเบอรี่ ลูกกีวี่ ฯลฯ |
 |
หวังฝูจิ่งแรกเริมเดิมที มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง
เป็นที่ตั้งของจวนขุนนางชั้นผู้ใหญ่ (คำว่า
王府
wang fu หมายถึง จวนขุนนาง)
ต่อมาย่านนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นถนนหวังฝู่ในสมัยของราชวงศ์ชิง ปัจจุบันหวังฝูจิ่ง
ได้กลายเป็นย่านชอปปิ้งชั้นนำอีกแห่งหนึ่งของมหานครปักกิ่ง ภายใน
ประกอบไปด้วยห้างร้านต่าง ๆ มีทั้งแบรนด์เนมดังจากต่างประเทศ แบรนด์ดังของจีนเอง
ร้านหนังสือ ร้านขายอัญมณี อีกทั้งห้างใหญ่ ๆ รายทาง เรียกได้
ว่าตลอดความยาว 810 เมตร ของถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง
มีของให้ดูได้แบบไม่ซ้ำกันเลยทีเดียว บางคนที่ไม่สนใจในการชอปปิ้ง
ก็สามารถเก็บภาพประทับ ใจที่นั่นแทนก็ได้
ลืมบอกไปอย่างว่าทางรัฐบาลจีนต้องการพัฒนาให้ให้ถนนแห่งนี้เป็นถนนคนเดินอับดับหนึ่งของประเทศจีน
ตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา ได้มีการลงทุน ไปกว่า
1 พันล้านหยวน
เพื่อที่จะเนรมิตให้ถนนหวังฝูจิ่งติดอันดับหนึ่ง
จนถึงวันนี้ก็เรียกได้ประสบความสำเร็จกันหล่ะ
เพราะแต่ละวันจำนวนนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาเดินถนนแห่งก็เป็นแสนคน
เดินกันตั้งแต่ถนนเปิดจนถนนปิด รัฐบาลเค้ากล้าลงทุน
และก็ได้ผลประโยชน์ที่คุ้มค้า สำหรับเรื่อง
การลงทุนในด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลจีน เดี๋ยวคงมีได้เล่าให้ฟังกันอีก
วันนี้เดินเริ่มเมื่อย ขอตัวกลับไปพักก่อน เก็บแรงไว้ลุยกันวันพรุ่งนี้กับ
พระราช วังต้องห้าม และพระราชวังฤดูร้อน |
|
 |
|
17-04-09 พระราชวังต้องห้าม (กู้กง) - พระราชวังฤดูร้อน -
The place - อิ่มอร่อยที่ โกลเด้นจากัวร์
|
|
ประเดิมที่แรกกับเช้าวันนี้ด้วยจตุรัสเทียนอันเมิน พระราชวังต้องห้าม
เราพักกันที่โรงแรม
Holiday Inn Express
จากโรงแรมไปยังเป้า หมายของเรา
คาดการณ์กันไว้ว่าครึ่งชั่วโมงน่าจะถึง แต่เนื่องจากการจราจรติดขัดใช้เวลา
1 ชั่วโมง กว่าจะฝันฝ่ามาถึงได้
ชั่วโมงเร่งด่วนของปักกิ่งติด แบบนี้ตลอด สถานที่จอดรถมีการจัดการใหม่
เมื่อก่อนจะจอดอยู่ตรงบริเวณ สถานี้รถไฟฟ้าใต้ดิน
เดินกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นของจตุรัสเทียนอันเหมิน จนถึง พระราชวังต้องห้าม
เกือบกิโล คราวนี้มาจอดใกล้กว่าเดิมข้าง ๆ
กับโรงละครที่สร้างขึ้นใหม่ลักษณะคล้ายลูกบอลสีทอง เดินข้ามมานิดเดียวก็ถึง
จตุรัสเทียนอันเหมิน ให้ได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกัน |
|
 |
มารู้จักจัตุรัสเทียนอันเหมิน
กันสักนิดดีกว่า (ภาษาจีน:
天安门;
พินอิน:
Tiān'ānmén;
แมนจู:
Abkai elhe obure duka)
อยู่ในกรุงปักกิ่งประเทศจีนเรียกว่าหลัง
จัตุรัสเทียนอันเหมิน(ความหมายประตูของสันติภาพอย่างสวรรค์)
จัตุรัสเทียนอันเหมินมีความสำคัญ ในวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่เป็น
สัญญลักษณ์เพราะว่าจัตุรัสเทียนอันเหมินคือ
ที่ตั้งของเหตุการณ์สำคัญ
มากมายในประวัติศาสตร์จีน จัตุรัสเทียนอันเหมิน
เป็นจัตุรัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จัตุรัสเทียนอันเหมิน (天安门广场)
ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง ความยาวตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้
880
เมตร
ทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก
500
เมตร พื้นที่ทั้งสิ้น
440,000
ตารางเมตร
สามารถจุประชากรได้ถึง
1,000,000
คน ปัจจุบันจัตุรัสเทียนอันเหมิน
นับเป็นจัตุรัสใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกคำว่า
‘เทียน’
แปลว่า ฟ้า
‘อัน’
แปลว่า
ผาสุก
‘เหมิน’
แปลว่า ประตู จัตุรัสเทียนอันเหมินล้อมรอบ
ด้วยสถา-ปัตยกรรมที่มีความสำคัญ ได้แก่ หอประตูเทียนอันเหมินที่ตั้งอยู่
ทางทิศเหนือสุดของจัตุรัส ธงแดงดาว
5
ดวงผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่เหนือเสาธงกลาง
จัตุรัสอนุสาวรีย์วีรชนใจกลาง จัตุรัส
มหาศาลาประชาคมด้านทิศตะวันตกของจัตุรัส
ตลอดจนพิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์
ประวัติศาสตร์ชาติจีนทางฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ทางด้านทิศใต้ยังมี
หอรำลึกท่านประธานเหมาและหอประตูเจิ้งหยางเหมิน (正阳门城楼)
หรือเฉียนเหมิน |
 |
|
ได้ทั้งภาพหมู่และภาพเดี่ยวกันแล้ว
ก็ได้เวลาที่จะเดินเข้าไปเยี่ยมชม พระราชวังต้องห้าม หรือ กู้กง กัน
วันนี้คนเยอะมากสอบถามจาก สาลี่ ไกด์สาวสวยของเรา เหตุใดคงจึงเยอะขนาดนี้
ได้คำตอบกลับมาว่า เนื่องจากช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี
เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน
รัฐบาลจีน จึงออกมารณรงค์ให้ชาวจีนเที่ยวในประเทศ
เมื่อมีการใช้จ่ายในการท่องเที่ยว
ระบบเศรษฐกิจ มันก็จะขับเคลื่อนไปได้ เริ่มตั้งแต่ โรงแรม ร้านอาหาร
บริษัทรถ
บริษัททัวร์ ร้านขายของที่ระลึก เมื่อมีนักท่องเที่ยว ทุกคนก็จะมีงานทำ
ไม่เพียงแต่ ธุรกิจที่กล่าวมา เพราะแต่ละธุรกิจ มันยังโยงใยไปถึงอาชีพ ต่าง
ๆ
อย่างเช่น เมื่อมีคนมาเที่ยวก็ต้องซื้อของที่ระลึก
เวลาที่เราไปเที่ยวเมืองจีนทุกที่
ก็จะเห็นว่าการขายของที่ระลึกมากมายมีตั้งแต่
เป็นร้านค้า จนกระ ทั่ง ที่หอบหิ้วเป็นถุง ๆ เดินขายตามรถนักท่องเที่ยว
คนเหล่านี้ก็ต้องไปหาของจากโรงงาน แบบนี้ทางโรงงานก็มีกำลังผลิต
ก็ต้องมีการจ้างงาน
คนในละแวกนั้นก็มีงานทำ มีเงิน เมื่อได้เงินก็จะเอาไปซื้อของกินของใช้
เกษตรกรก็จะได้มีรายได้อีกด้วย เห็นไหมครับว่าธุรกิจการท่องเที่ยวสำคัญขนาด
การลงทุนไม่สูง แต่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
ทางรัฐบาลจีนเค้าเห็นถึงความสำคัญตรงจุด
จึงได้รณรงค์กันอย่างจริงจัง |
 |
|
|
แม้แต่ไต้หวันเอง
ที่เมื่อก่อนไม่เคยเห็น ถึงความสำคัญทางด้าน ปัจจุบันก็มีการมาโฆษณาให้นักท่องเที่ยวชาวไทยไปเที่ยวที่นั่น
และยกเลิกค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า หรือจะเป็นการที่
เปิดสายการบินตรงจากจีนเข้ามาที่ไต้หวัน แล้วพอหันกลับมามองบ้านตัวเอง
ก็ได้แต่ร้อง เฮ้อ !!!! กันยาว ๆ ประเทศรอบ ๆ บ้านเค้าพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวกันจริงใจทั้งจีน ฮ่องกง มาเก๊า เวียดนาม
แต่บ้านเรากลับไม่การลงทุนทางด้านนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นแผนระยะสั้น
หรือระยะยาว อีกทั้งยังมีภาวะทางการเมืองเข้ามาร่วมด้วยแบบนี้
น่าเสียดายนะครับ บ้านเราศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยว
เรียกได้ว่าไม่แพ้ใครเลยในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ทางธรรมชาติ
ทางวัฒนธรรม ล้วนแล้วแต่เด่นกว่าชาวบ้านเค้าทั้งนั้น บ่นไปคงทำอะไรไม่ได้
ก็ทำตามหน้าที่ของตัวเองที่ควรจะทำก็แล้วกัน เนอะ นอกเรื่องเยอะไปล่ะ มาดูพระราชาวังต้องห้ามกันต่อดีกว่า |
|
 |
|
 |
พระราชวังต้องห้าม
(จีน:
紫禁城;
พินอิน:
Zǐjìn
Chéng
จื่อจิ้นเฉิง;
อังกฤษ:
Forbidden City) จากชื่อภาษาจีน แปลตามตัวอักษรได้ว่า
"เมืองต้องห้ามสีม่วง"
พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง
เมืองหลวงของประเทศจีน
(
39°54′56″N,
116°23′27″E)
เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง
พระราชวังต้องห้ามยังรู้จักกันในนาม
พิพิธภัณฑ์พระราชวัง
(ภาษาจีน:
故宫博物院;
พินอิน:
Gùgōng
Bówùyùan) ครอบคลุมพื้นที่ 720,000
ตารางเมตร อาคาร 800 หลัง มีห้องทั้งหมด
9,999 ห้อง
[1]
และมีพระที่นั่ง 75 องค์
ใช้ระยะก่อสร้างประมาณ 14 ปี ตั้งแต่
พ.ศ.
1949
จนถึง
พ.ศ.
1963
พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมินนักท่องเที่ยวสามารถ
เข้าสู่พระราชวังต้องห้ามได้ทางจตุรัสนี้ ผ่านประตูเทียนอันเหมิน
บริเวณรอบจตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกว่า อาณาเขตหลวง
โดยมีสิ่งก่อสร้างสำคัญอยู่โดยรอบ
เช่น มหาศาลาประชาคม หอพระสมุด ห้องหับต่าง ๆ อีกมาก
รวมทั้งยังมีสวน ลานกว้าง ทางเดินเชื่อมกันโดยตลอด ในอดีตภายในเป็นที่
ประทับของจักรพรรดิ โดยมีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงรับใช้
ซึ่งคนเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต
เพื่อความสำราญของจักรพรรดิ ในวังจะมีวิเสท
6,000
คน |
|
|
ประกอบพระกระยาหาร มีสนมกำนัล
9,000 นาง ซึ่งมีขันที
70,000 คนคอยดูแลให้ มีคำเล่าลือกันว่า พระนางซูสีไทเฮา
เวลาเสวยก็จะมีพระกระยาหารถึง 148
ชุด
และทรงส่งขันทีไปเสาะหาชายหนุ่มซึ่งเข้าวังแล้วจะไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลยแม้ว่าประเทศจีนจะไม่มีสถาบัน
พระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน
และภาพประตูเทียนอันเหมินก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำ
สาธารณรัฐประชาชนจีน
อีกด้วย นอกจากนี้
พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ซึ่งไม่นานมานี้
ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของอาคารและสวนหย่อมไว้ยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้าม
ร่วมกับพระราชวังเสิ่นหยางเป็นหนึ่งในมรดกโลกในนาม
พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง
เมื่อ
พ.ศ.
2530
(ค.ศ. 1987) |
|
 |
|
หลังจากโอลิมปิค 2008
การบูรณะ อาคารต่าง ๆ ก็เสร็จสิ้นลง
ใครที่ได้ไปเยี่ยมชมพระราชวัง ตอนนี้ก็จะได้เห็นถึงความงามแบบเต็ม ๆ
ของพระที่นั่งแตละหลัง เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่และอลังการ แต่น่าเสียดาย
ของมีค่าต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ที่นี่ ของเหล่านั้นได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไป โดย
นายพลเจียง ไคเช็ค ปัจจุบันได้ไปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กู้กงของไต้หวัน
2 ชั่วโมงกว่าที่เราอยู่ภายในพระราชวัง
ก็เรียกได้ว่าเต็มอิ่มกันเลยทีเดียว หลายคนเริ่ม
แสดงอาการเมื่อยอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยยืนฟัง สาลี่
บรรยายก็เปลี่ยนเป็นการหาที่นั่งฟังแทน จากเคยแวบไปถ่ายรูป
ก็กลายมาเป็นเดินตามติด ๆ เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า ไปขึ้นรถกันเถอะ ^
^ |
|
แอบเม้านิด มื้อกลางวัน เป็นแบบโต๊ะจีน
อาหารได้ขึ้นโตีะไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่เราจะมาถึง
เมื่อทุกคนเข้าประจำที่ ไม่มีการสนทนา ใด ๆ จะมีก็แต่เสียงทะเลาะกัน
ระหว่างตะเกียบ กับชามข้าว คงไม่ต้องบอกว่าแต่ละคนรู้สึกอย่างไร
ครึ่งวันเช้า ออกกำลังกายโดยการเดินทางไกล มื้อกลางวัน
แต่ละคนจึงเจริญอาหารเป็นพิเศษ แวบกลับมาดูอีก ส่วนใหญ่เหลือแต่จานเปล่า
แอบไปแซว ว่าตกลงมื้อนี้อร่อย หรือเพราะหิว เสียงแว่ว ๆ กลับมาว่า "ทั้ง
2 อย่าง" ^
^ |
|
ภาคบ่ายเดินทางไกลกันต่อที่ พระราชวังฤดูร้อน
ตำนานแห่งการว่าราชการหลังม่าน ของพระนางซูสีไทเฮา
จะว่าไปการเดินชมที่นี่ก็ไม่ เหนื่อยมาก จะเดินไกลหน่อยก็ตรง
ระเบียงที่ยาวที่สุดในโลก มีความยาวเกือบ 1
กิโลเมตร ตลอดสองข้างทางก็ยังมีวิว ให้ได้ถ่ายภาพสวย ๆ กันเยอะ
ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบคุนหมิง พระตำหนักสำหรับไหว้พระของพระนางซูซีไทเฮา
เป็นความงามคนละแบบกับพระราชวังต้องห้าม ที่นี่จะเน้นความงามแบบธรรมชาติ
มีน้ำ มีภูเขา ดูแล้วสบายหู สบายตา |
|
 |
ประวัติคร่าว ๆ ของ
พระราชวังฤดูร้อน
หรือ อี๋เหอหยวน
(จีนตัวเต็ม:
頤和園;
จีนตัวย่อ:
颐和园;
พินอิน: Yíhé Yuán;
Gardens of Nurtured Harmony)
เป็นพระราชวังอยู่ในกรุงปักกิ่ง
ประเทศจีน
ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังหยวนหมิงหยวน
ห่างจากพระราชวังต้องห้ามไปทางทิศตะวัน-ตกเฉียงเหนือ
ประมาณ 8 กิโลเมตรอี๋เหอหยวนมีพื้นที่ประมาณ
2.9 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเนินเขาสูง
60 เมตร มีพระตำหนักอยู่บนเนิน และทะเลสาบคุนหมิง
มีเนื้อที่ประมาณ 2.2
ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 3 ใน 4
ของพื้นที่ทั้งหมด
[1] โดยทะเลสาบนี้เกิดจากการใช้แรงงานคน
ขุดดินขึ้นไปถมเป็นเนินเขา
สำหรับสร้างพระตำหนักอี๋เหอหยวนเริ่มก่อสร้างในสมัยราชวงศ์จิน
(ค.ศ. 1115 - 1234) โดยจักรพรรดิ
Hailingwang เมื่อย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ปักกิ่ง
และเป็นที่ประทับของจักรพรรดิราชวงศ์หยวน
จนกระทั่งถึงรัชกาลของจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง
ทรงบูรณะและสร้างพระตำหนักแห่งใหม่บนเนินเขา ในปี
ค.ศ. 1749
ต่อมาในสมัยของพระนางซูสีไทเฮา
หลังจากที่พระนางได้กุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ การว่าราชการต่าง ๆ
จะทำที่พระราชวังดูจะไม่ สะดวกมากนัก
เพราะมีการคัดค้านจากขุนนางชั้นผู้ใหญ่ จะให้พระนาง ผู้ซึ่งเป็นหญิง
จะออกว่าราชการที่นั่นดูไม่เหมาะ ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ พระนางจึง
ย้ายที่ว่าราชการมาอยู่ที่พระราชวังฤดูร้อน และให้ลูกชายของตัวเอง
ซึ่งเป็นฮ่องเต้ ในขณะนั้น ย้ายตามมาด้วย และเมื่อว่าราชการ ก็จะให้ฮ่องเต้
นั่งอยู่ ทางด้านหน้า และตัวพระนางเอง ก็จะนั่งอยู่ทางด้านหลัง
และมีม่านบาง ๆ กั้น นี่คือที่มาของ "การว่าราชการหลังม่าน"
และที่พระตำหนักที่ใช้ออกว่าราช การ ทางด้านหน้า จะมีหงส์ คู่กับมังกร
โดยปกติมังกรจะอยู่หน้าสุด มังกร หมายถึง ฮ่องเต้ หงส์ หมายถึง ฮองเฮา
แต่ที่นี่ หงส์ อยู่คู่ กับมังกร แสดงถึง ความมีอำนาจของพระนางซูสีไทเฮา
มีเท่ากับฮ่องเต้ |
|
|
 |
|
ในช่วงที่พระนางปกครองประเทศจีน ได้ใช้เงินในท้องพระคลังไปอย่างฟุ่มเฟือย
ไม่ว่าจะเป็นการที่ให้ เหล่าขุนนางไปสรรหา ยาอายุ วัฒธนะ
การแอบอ้างนำเงินที่จะใช้ในกิจการกองทัพเรือ
แต่กลับนำเงินนั้นมาสร้างเรือหินอ่อน เพื่อไว้ใช้จิบน้ำชายามบ่าย นอกจากนี้
ก็ยังมีการช่อราษ บังหลวงจากบรรดา ขุนนาง ขันที คนสนิทของพระนาง
และช่วงนี้เองที่ชาติตะวันตกเริ่มเข้ามารุกรานประเทศจีน โดยการนำฝิ่นเข้ามา
มอมเมาคนจีน ทำให้คนจีนอ่อนแอ และเป็นที่มาของสงครามฝิ่น
เมื่อการสู้รบเกิดขึ้น แน่นอนฝ่ายที่แพ้ก็จีน ต้องยอมยกเกาะฮ่องกง เกาะมาเก๊า
ให้กับอังกฤษและ โปรตุเกตุ โดยทำเป็นสัญญาการเช่า
และยังมีเขตเช่าของชาติต่างชาติ ที่เซี่ยงไฮ้ เสียสิทธิทางการปกครอง
โดยถ้าคนต่างชาติทำผิด ไม่จำเป็นต้องขึ้น ศาลจีน ให้ขึ้นศาลต่างชาติแทน
ในช่วงนั้น ก็ยังมีการก่อกบฏกันเองอีก ก็เป็่นช่วงที่วุ่นวาย
ทำให้มีชาวจีนที่อยู่ตามริมทะเล ตามเมืองท่าต่าง ๆ ได้อพยพ
หนีภัยสงครามไปยังประเทศอื่น ๆ เช่นประเทศไทยเป็นต้น
หลังจากที่พระนางสิ้นพระชนม์ ก็ได้ยกราชสมบัติ
ให้กับหลานตัวเอง ปูยี จักรพรรดิน้อย วัย 3 พรรษา
แต่เมื่อครองราชย์ได้ไม่ได้ ก็ถูก โค่นราชบัลลังก์ โดย ดร.ซุนยัดเซ็น ปูยี
จึงเป็นจักรพรรดิคนสุดท้ายของราชวงศ์ชิง และยังเป็นจักรพรรดิ์คนสุดท้ายของประเทศจีน |
|
 |
ค่ำวันนี้ก่อนทานอาหารบุฟเฟห์สุดหรู
เรามีโปรแกรมไปที่เดอะเพลส กันก่อน จริง ๆ แล้ว มื้อค่ำกับเดอะเพลสก็อยู่ที่เดียวกัน
ทางร้าน อาหารเปิดให้เราเข้าไปตอน 2 ทุ่มตรง
เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราก็มาเดินเล่นกันก่อน เดอะเพลส ย่านช๊อปปิ้ง
ชั้นนำอีกแห่งหนึ่งของปักกิ่ง เพิ่งจะเปิดอย่าง เป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้
สองข้างจะเป็นห้าง ที่ขายแต่ของแบรนด์ดังจากต่างประเทศ แต่ที่เด่น
และดงติดอันดับโลก ก็เห็นจะเป็น TV LCD ขนาด ยักษ์
มีความยาว 250 เมตร กว้าง 30
เมตร มีความใหญ่ยักษ์ เป็นอันดับ 3
ของโลก แต่ทางนี้เค้าบอกว่า ถ้าคุยเรื่องความใหญ่ ก็คงอยู่ที่ 3
แต่ถ้าคุยเรื่อง ทันสมัยของเค้าเนี่ยมาเป็นอันดับ 1
ที่ 1
ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
ใช้เงินลงทุนทั้งโครงการไม่มากไม่มายก็ราว ๆ 2.5
พันล้านหยวน อลังการครับ อลังการ |
 |
|
|
|
|
เรื่องอลังการยังไม่หมดเท่านี้
2
ทุ่ม
คือเวลาที่เรานัดหมาย แต่เอาเข้าจริง ๆ ทุกคนมาพร้อมกันเวลา
ปกติไม่เคยตรงเวลายังนี้นะเนี่ย สงสัยหิวกันเต็มที่
555+
มื้อค่ำ
เรารับประทานกันที่ภัตตาคารโกลเด้นจากัวร์ (บุฟเฟห์)
ภัตตาคารเลิศหรู และอาหารมากมายหลายชนิด แต่เดินเข้าไปในร้าน ก็น้ำลายไหลแล้วครับ
โซนแรกที่เราเดินผ่าน เป็นโซนอาหารญี่ปุ่น กับอาหารทะเลสด ๆ
ที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่บนเรือ เหมือนพนักงาน ต้อนรับ
ที่ยืนคอยรอรับลูกค้า ที่นี่เค้าจะแบ่งเป็นโซน ๆ มีทั้งหมด
12
โซน
โซนอาหารจีน
โซนอาหารยุโรป โซนติ๋มซำฉบับกวางตุ้ง โซนอาหารไต้หวัน โซนอาหารอินเดีย
โซนอาหารเกาหลี โซนอาหารญี่ปุ่น โซนอาหารไทย โซนผลไม้และเครื่องดื่ม
กว่าจะเดินทางถึงโต๊ะอาหาร เราก็ใช้เวลากันนานพอควร เพราะแต่ละคน ตาไม่ได้มองทาง
มองแต่สองข้างทาง เดินไปก็กลืนน้ำลายกันไป เมื่อทุกคนมาถึงโต๊ะ จองที่นั่งกันได้
ก็หายตัวกันไปในพริบตา อย่าว่าสอน จระเข้ให้ว่ายน้ำเลย นะครับ
ขอบอกวิธีการทานบุฟเฟ่ต์สักนิดหนึ่ง กินยังไงถึงจะคุ้ม
เฮียซ้ง เจ้าแห่งนักชิม จากภัตตาคารเล่งหงส์แนะไว้ว่า การกินบุฟเฟ่ต์กินคุ้ม
ไม่ใช่ว่าทานได้เยอะ ๆ กินให้จุก เจออะไรที่อร่อย ก็กินเอาแบบเดิน
ออกมาแล้วพุงป่องกันไปเลย แบบนี้ผิดนะครับ เสียดายของ (ทานบุฟเฟ่ต์ทีนี่หัวละ
220++
หยวน หรือประมาณ 1500
บาท) ควรจะเดินให้รอบก่อน ดูว่าอะไรอยู่ตรงไหน
เริ่มจากของที่แพงที่สุดก่อน อย่างที่เรามาวันนี้จะเจอเลยก็ เป๋าหือ+หูฉลาม น้ำแดง
รักนก ตับห่าน ทานชนิดละนิดหน่อย ถ้าซัดเต็ม ๆ มันจะอิ่มซะก่อน
เดี๋ยวอาหารอย่างเค้าจะน้อยใจ และอาหารที่ไม่ควรก็คือ อาหารไทย ซาลาเปา อันนี้เฮียซ้งย้ำนักย้ำหนา
ว่าขอเลย เห็นใครไปตักมีเคือง |
|
|
|
2
ชั่วโมงเต็ม ที่โกลเด้นจากัวร์
สอบถามความรู้สึกจากหลายท่านกับภัตตาคารแห่งนี้ ก็เป็นที่ชอบอกชอบใจ
บางคนก็บอกกินซะ
เหนื่อยเลย หลายหลากกับความคิดเห็น แต่ที่สัมผัสคือสีหน้าที่ดูอิ่มเอม
และอิ่มท้องของทุกคน เสียงคุยในรถเริ่มเบาลง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า หลายคน
เริ่มเล่นเกมซ่อนตาดำ หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนเป็นธรรมดา
คืนนี้ทุกคนคงหลับฝันดีกันเป็นแน่ |
|
18- 04-
09
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง - กำแพงเมืองจีน - ตลาดรัสเซีย -
มื้อค่ำกับเป็ดปักกิ่งเฉวียนจวี๋เต๋อ - กายกรรมปักกิ่ง |
|
ยังมีอาการปวดเมื่อย
จากการเดินทางไกลเมื่อวานนี้เล็กน้อย สำหรับใครหลาย ๆ
คนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็คงจะรู้สึกเมื่อย ขาไม่ใช่เล่น
ก็ต้องออกกำลังกายซ้ำถึงจะดีขึ้น ดังนั้นวันนี้เราก็จะไปออกกำลังกาย
ทดสอบความเป็นแมนกันที่กำแพงเมืองจีน ยามบ่ายก็กลับมาช๊อปปิ้ง ที่ตลาดรัสเซีย
แต่ก่อนที่เราจะไปกำแพงเมืองจีน เราก็จะต้องแวะเยี่ยมชม
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งกันก่อน
เช้าวันเสาร์แบบนี้การจราจร ไม่คับคั่งเหมือนกับวันธรรมดา
ไม่นานนักเราก็มาถึงที่ร้านหยก ให้ได้แวะเข้าห้องน้ำกันก่อน ร้านนี้หยกนี้
ก็เป็นร้านของรัฐบาลจีน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาซื้อของที่ดีและมีคุณภาพ
ดังนั้นจึงวางใจได้หากซื้อของจากที่นี่กลับไป
จากร้านหยกเราก็มาต่อกันที่ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งราชวงศ์หมิง
ซึ่งอยู่ข้าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์มีเงื่อนไขในการถ่ายรูป จะต้องซื้อบัตร ราคา
5 หยวน สำหรับกล้อง 10 หยวน สำหรับวีดีโอ
จริง ๆ แล้วถ้ามาเป็นครอบครัว ก็ซื้อบัตรสำหรับกล้องสัก 2
ใบก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องซื้อทุกคน ด้านใน จัดแสดงถึงความเป็นมาของราชวงส์หมิง
ตั้งฮ่องเต้องค์แรก จนถึงองค์สุดท้าย สาลี่ พาเรานำชมในแต่ละห้อง
ทำให้เราได้รู้จักกับฮ่องเต้ แต่ละพระ องค์ ว่าใครมีนิสัยเป็นยังไงบ้าง
บ้างก็ปกครองบ้านเมืองดี บ้างก็ไม่สนใจ บางคนก็สนใจแต่การที่จะทำอายุวัฒนะ
ก็เพลินดีนะคับ ประวัติศาสตร์หลายร้อย ปีของราชวงศ์หมิง เราใช้เวลา 1
ชั่วโมง
ก็สามารถที่จะซึมซับกับประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นได้เต็ม เมื่อราชวงศ์หมิงล่มสลาย
ต่อมาก็คือราชวงศ์ชิง แล้วก็ค่อยเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน
|
|
 |
และแล้วก็ได้เวลาพิสูจน์ความอึด ความแกร่งกันแล้ว
มาปักกิ่งจุดเด่นของที่นี่ก็คือ ไปพระราชวังต้องห้าม
ทานเป็ดปักกิ่ง
และปีนกำแพง
เมืองจีน ท่านประธานเหมา เจ๋อ ตุง
ถึงกับกล่าวไว้ว่า
不到长城
非常好憾
ปู๋เต้าฉางเฉิง เฟยฉางห่าวฮั่น แปลว่า ไม่ปีนกำแพงเมืองจีน
ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เห็นประโยคนี้ ไม่ปีนไม่ได้แล้ว
กำแพงเมืองจีน
ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมได้จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3
ด่าน ได้แก่ จวียงกวน สุ่ยกวน และ ปาตาหลิง ทั้ง 3
ด่านนี้ ก็ล้วนแล้วแต่ได้ผ่านการบูรณะ เรียบร้อยแล้ว
ด่านที่เรามาเยี่ยมชมกันในวันนี้ก็คือ ด่านจวียงกวน ตามความเห็นของผมแล้ว
ด่านนี้ เป็นด่านที่สะดวกที่สุด เนื่องจาก
จากลานจอดรถเดินไปนิดเดียวก็ถึงตัวกำแพง และเป็นทางราบ ไม่ต้องปีน
เหมาะกับผู้สูงอายุ และผู้ที่ขี้เกียจปีนขึ้นไปที่ สูง เดินขึ้นบันได
ไม่กี่ขั้นก็มาอยู่บนกำแพง ได้ชักภาพ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
แบบนี้ดูเป็นธรรมกับทุกฝ่าย สำหรับผู้ที่ต้องการพิสูจน์ความแข็งแกร่งของตัว
เอง ก็สามารถที่จะปีนขึ้นไปได้ ด่านนี้มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5
ป้อม แนะว่า เอาแค่ 3 ป้อมก็พอ
ปีนถึงป้อมที่ 3 ก็ใช้เวลาประมาณ 20
นาที ที่เหลือก็เผื่อเวลา ไว้ถ่ายรูป
และก็เวลาที่จะต้องเดินลงมา จะบอกว่าเดินลงนี่ยากกว่าเดินขึ้น
เพราะบันไดค่อนชัน และความสูงแต่ละขั้นก็ไม่เท่ากันก็ต้องระวังกันสักนิด
จาก ที่สังเกตุสมาชิกคุยข่าวทั้ง 2 บัสของเรา
ส่วนใหญ่จะเลือกที่จะถ่ายรูปตรงบริเวณป้อมที่ 1
กันมากกว่า คุณพี่ท่านหนึ่ง(ขอสงวนนาม แกบอกว่า เดี่ยวชาว
บ้านจะหาว่าแกไม่มีน้ำยา) ให้เหตุผลว่า "จะถ่ายรูปที่ป้อมนี้
หรือจะตะกายไปถ่ายป้อมที่ 3 ภาพที่ได้ออกมา
ก็คือกำแพงเหมือนกัน แล้วจะปีนให้เมื่อยตุ้ม ทำไม อยู่กินไอติมตรงนี้ดีกว่า"
เออ ก็จริง ผมก็เลยอยู่เป็นเพื่อนพี่เค้าตรงป้อมที่ 1
นั่นเลย เหะ ๆๆๆๆๆ |
|
|
 |
|
 |
กำแพงเมืองจีน
(จีนตัวเต็ม:
長城;
จีนตัวย่อ:
长城;
พินอิน:
Chángchéng
ฉางเฉิง)
เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ
ของจีนสมัยโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก
กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง
ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล
และพวกเติร์ก
หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน
แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ
กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า
กำแพงหมื่นลี้
(จีนตัวเต็ม:
萬里長城;
จีนตัวย่อ:
万里长城;
พินอิน:
Wànlĭ
Chángchéng
ว่านหลี่ฉางเฉิง)
กำแพงเมืองจีนมีความยาวทั้งหมดถึง 6,350
กิโลเมตร
|
 |
|
|
และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางด้วย
เคยมีคนถามกับ นักบินอวกาศของคนจีนว่ามองลงมาจากอวกาศสิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรก
คืออะไร เค้าก็บอกว่า กำแพงเมืองจีน เป็นเรื่องธรรมดา ที่เค้าจะต้องบอก ถึงของเด่น
ของประเทศตัวเองก่อน แต่จากการวิเคราะห์แล้ว ก็ไม่น่าจะเป็น ไปได้
เพราะไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยมนุษย์
แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low earth orbit
เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar
การมองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นไปได้ยากเนื่องจาก
สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน หิน
นั่นเอง
บ่ายนิด ๆ เราก็มาทานสุกี้มองโกล
คล้าย ๆ กับจิ้มจุ่มบ้านเรา แต่ที่นี้จะเป็นคนละหม้อ มีเนื้อ และผักต่าง ๆ
ไว้ค่อยบริการตลอด ที่อยาก ให้ได้ลองชิมกันก็จะเป็นเนื้อแพะ อาจมีกลิ่นสาปแพะนิด ๆ
แต่รสชาติก็ไม่เลว ได้น้ำจิ้มสุกี้แบบบ้านเราที่ทางทีมงานได้เตรียมไปด้วย
หลายคนยกนิ้วโป้ง ให้เลย คือปากติดภาระ ไม่สะดวกในการคุย ยกนิ้วท่าจะง่ายกว่า
^ ^
อีกหนึ่งรายการที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง
ชอปปิ้งที่ตลาดรัสเซีย
ที่นั่นก็ให้นึกถึงมาบุญครองจะง่ายกว่า มีอยู่ทั้งหมด
5 ชั้น
มีของขาย หลากหลายชนิด เช่น เสื้อ กางเกง รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ อุปกรณ์อีเลคโทรนิค
ฯลฯ การซื้อของในนี้ไม่ต้องคิดมากเลยว่าจะซื้อได้ ของจริง หรือของปลอม เอาง่าย ๆ
ว่า ที่นั่นของจริงมีอยู่แค่ 2 อย่าง คือ คนซื้อ และคนขาย
การต่อรองราคา ก็ต้องต่อกันเกินครื่ง แล้วก่อนต่อนี่ ให้คิด ราคาไว้ในใจก่อน
แล้วอย่าลืมคูณด้วย 5 นะครับ
เพราะที่เค้าบอกมาคือราคาเงินหยวน
ไม่อย่างนั้นแทนที่จะได้ของถูกกลับได้ของแพงกลับมา แล้วเรื่อง
ราคาที่ซื้อถามว่าซื้อได้ถูกมากน้อยแค่ไหน เอาเป็นว่าตามความพอใจดีกว่าครับ เราพอใจ
สบายใจที่ราคาไหน ก็เอาตามนั้น บางคนถ้าเค้าซื้อได้ถูกกว่า เรา 5
หยวน 10
หยวน ก็อย่าไปคิดมาก คิดเป็นเงินไทยก็ไม่กี่สิบบาท อย่าไปคิดว่าเป็นการโดนเค้าหลอก
อาชีพค้าขายเค้าก็ต้องมีกำไร คิดซะว่าเป็นกำ ไรให้เค้าไปแล้วกัน อยู่เมืองจีน
ใช้เงินหยวน ซื้อของก็ต้องหยวน ๆ ครับ
การจะมาให้ปักกิ่งจริง ๆ
นอกจากจะต้องไปปีนกำแพงเมืองจีนแล้ว ยังต้องได้กินเป็ดปักกิ่งอีกด้วย
แล้วเป็ดปักกิ่งเนี่ย ถ้าจะให้ดีต้องเป็น ต้นตำหรับ
全聚德
เฉวียนจวี้เต๋อ
ประโยคข้างต้นที่ประธานเหมาพูดไว้เรื่องการไม่มาปีนกำแพงเมืองจีน ไม่ใช่ลูกผู้ชาย
จริง ๆ แล้วยังมีต่อ
不到万里长城非好汉,不吃全聚德烤鸭真遗憾
ประโยคท้ายจะแปลว่า
ถ้าไม่ได้กินเป็ดปักกิ่งของเฉวียนจวี๋เต๋อก็จะเป็นที่น่าเสียดายจริง
ๆ ดังนั้น
มื้อเย็นวันนี้เราก็จะมาทานเป็ดปักกิ่ง ที่ภัตาคารเฉวียนจวี้เต๋อ
เพื่อให้ครบสูตรการเที่ยวในปักกิ่ง |
|
 |
ภัตตาคารเฉวียนจวี้เต๋อ
ก่อตั้งขึ้นในปี
1864 ถึงปัจจุบันนี้ ก็มีอายุกว่า
140 ปี เป็ดถูกสังเวยไปก็หลายร้อยล้านตัว
ไม่ได้ล้อเล่นนะครับ เอาง่าย ๆ ว่าแต่ละปีเนี่ยภัตตาคารแห่งนี้ขายเป็ดได้ปีละ
5 ล้านตัว ก็ลองมาคูณกันเล่น ๆ นะครับ ว่ากว่า
1 ศตวรรษ ของเฉวียนจวี๋เต๋อ
ใช้น้องเป็ดไปแล้ว เท่าไหร่ ปัจจุบันก็มีอยู่ 70
สาขา ตอนระหว่างเขียนก็มาคำนวณดูเล่นจาก ยอด 5
ล้านตัว เฉลี่ยแล้วก็จะขายเป็ดได้ประมาณ 14,000 ตัว
ต่อวัน ถ้าคิดเป็น ร้าน แต่ละร้านก็จะขายเป็ดได้ 200
ตัวต่อวัน สาเหตุที่ขายดี เป็นเทน้ำเทท่า ก็คงต้องขอบคุณ กับผู้ก่อตั้ง นาย
หยาง เฉวียน เหริน
ที่มีความมุมานะ ในการค้นหาสูตรย่างเป็ด
เป็นที่ถูกใจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มาดูประวัติ
ของนายคนนี้กันก่อนดีกว่าแต่เดิม นายหยาง เป็นคนมณฑลหูเป่ย
แล้วได้ย้ายถิ่นอาศัยเข้ามาที่ปักกิ่ง ก็เป็นในสมัยของฮ่องเต้ถงจื้อ
แห่งราชวงศ์ชิง ในช่วงแรก นายหยาง ก็เข้ามายึดอาชีพขายเป็ด ขายไก่
อยู่ที่ตลาด ด้วยความที่เป็นคนพิถีพิถัน ในการค้าขาย กิจการก็ไปได้สวย
เหมือนกับก้อนหิมะ ที่ค่อย ๆ กลิ้ง ยิ่งกลิ้ง มันก็ยิ่งใหญ่ ทุกวันระหว่าง
ทางไปตลาดนายหยางจะต้องผ่านร้านขายผลไม้ ชื่อว่า เต๋อจวี๋เฉวียน
ถึงแม้ว่าชื่อร้านนี้จะดูสะดุดตา แต่กิจการก็ไม่ได้ดีเลย จนในปี
1864
ร้านนี้ก็ปิดกิจการลง นายหยางจึงสบโอกาส
ใช้เงินตลอดระยะเวลาหลายปีที่สะสมมา ซื้อร้านนี้ไว้
|
|
|
เมื่อมีร้านเป็นของตัวเองแล้ว ก็ต้องมีชื่อร้าน นายหยางจึงได้เชิญซินแส มาดูฮวงจุ้ยที่ร้าน
เมื่อซินแสมาถึง ก็ได้เดินดูร้านโดยรอบ แล้ว จู่ ๆ
ซินแสก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ พร้อมกับบอกว่า ร้านแห่งนี้ฮวงจุ้ยดีมาก
ร้านเดิมที่เพิ่งปิดกิจการไปนั้นชื่อไม่ดี ควรจะกลับคำซะใหม่ จาก
เต๋อเฉวียนจวี้
เป็น
เฉวียนจวี้เต๋อ แบบนี้ก็จะทำมาค้าขึ้น
เมื่อนายหยาง ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกชอบชื่อนี้มาก ประการแรก คำว่า
全
เฉวียน ก็เป็นชื่อกลาง ของนายหยางอยู่แล้ว
ประการที่สอง คำว่า
聚德
จวี้เต๋อ หมายความว่า
รวมความเป็นธรรม
เหมือนกับเป็นการประกาศไปในตัวว่า
ยึดหลักคุณธรรม ในการทำการค้า
นอก จากนี้ยังได้เชิญจิตกรผู้มีพรสวรรค์ในการเขียนพู่กันมาเขียนชื่อร้านให้
ตัวอักษรสีทองเด่นแขวนอยู่หน้าร้าน ก็สร้างสีสรรค์ให้กับร้านได้ไม่ได้น้อยเลยที
เดียว |
 |
|
|
|
นายหยาง
ก็ตั้งใจดูแลกิจการของตัวเองเป็นอย่างดี ทำให้กิจการดีขึ้นเรื่อย ๆ
ยามว่างนายหยาง ก็จะไปตามร้านเป็ดย่าง ไปสืบเสาะ ดูว่า ร้านไหนมีสูตรเด็ด
บางครั้งก็สอบถามจากผู้มีฝีมือในเรื่องเป็ดย่าง
แล้วก็นำมาประยุกต์ใช้กับร้านตัวเอง เหมือนเป็นความโชคดีของนายหยาง
ที่ได้ไปรู้จัก กับพ่อครัวในวัง เรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์กันเลยทีเดียว
ปรมาจารย์ท่านนี้ แซ่ซุน ปรมาจารย์ซุน มีชื่อเสียงทางด้านเป็ดย่าง
แต่กว่าที่จะได้มาเป็นเพื่อน กับปรมาจารย์ท่านนี้ ก็ต้องลงแรงกันน่าดู
ทั้งกินเหล้า เล่นหมากล้อมด้วยกัน
นานวันเข้าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยิ่งแนบแน่น จนวันหนึ่งปรมาจารย์ซุน
ก็ตกปากรับคำที่จะมาร้าน เพื่อที่จะมาถ่ายทอด วิธีการย่างเป็ด
ปรมาจารย์ซุนได้ถ่ายทอดการย่างเป็ดแบบแขวนในเตา
พร้อมทั้งยังดัดแปลงเตาให้ใหญ่ ขึ้นเพื่อที่จะได้ใส่เป็ดได้ละสิบกว่าตัว
ใช้เวลาในการย่างประมาณ 45 นาที
เป็ดที่ย่างโดยปรมาจารย์ซุน เมื่อออกจากเตา ตัวจะมีสีแดงสวย หนังกรอบ
เนื้อนุ่ม มีกลิ่นหอม ซึ่งวิธีการย่างแบบนี้
ก็ได้ถูกถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน |
|
|
การที่ร้านแห่งนี้มีอายุยาวนานและเป็นอันดับ
1 ขอบประเทศได้ก็เพราะ ใช้แต่วัตถุดิบที่ดี วิธีการปรุงพิถีพิถัน
ตั้งใจในการทำงาน บริการ ทุกระดับประทับใจ เป็ดย่างคืออาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่
ดังนั้นเค้าจะละเอียดมากตั้งแต่ การเลี้ยงเป็ด การให้อาหาร การคัดเป็ด การฆ่า
จนถึงขั้นตอนสุด ท้ายก็คือการย่าง จึงไม่น่าแปลกใจทำไม แขกบ้าน
แขกเมืองที่เยือนเมืองจีน 1 ในเมนูอาหาร
ที่ใช้เลี้ยงต้อนรับ จะต้องมีเป็ดย่างจากภัตคาร
เฉวียนจวี้เต๋อ
จบจากมื้อค่ำ ก็ยังมีอีกหนึ่งแห่งที่เราจะต้องไปชมกัน
ก็คือกายกรรมปักกิ่ง ไปแต่ละเมืองพลาดไม่ได้เลยที่จะต้องไปชมโชว์ของเค้า
ก็ดูน่าตื่นเต้นดี หลายคนดูไป ก็อ้าปากค้างไป พร้อมกับรำพึงรำพันว่าทำได้ไง
ใช้เวลาในการนำชม 1 ชั่วโมง ก็ได้เวลาที่จะกลับที่พัก
ไปจัดกระเป๋า พรุ่ง จะกลับบ้านกันหล่ะ วันนี้หลายคนก็ได้ของหลายอย่างจากตลาดรัสเซีย
คุณนนทวัฒน์ พิธีกรคุยข่าว 10 โมง ก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน
ถึงขั้นมีบริการส่ง ถึงโรงแรมกันเลยทีเดียว (แอบเม้านิด พี่เอ้ไม่ว่ากันนะครับ
อิอิ) คืนนั้นถ้าใครเดินผ่าน ชั้น 6 และ 7
คงได้ยินแต่เสียงถุงก๊อปแก๊บ โดยเฉพาะห้องพี่เอ้ ^ ^ |
|
19-04-09
สนามกีฬารังนก - สนามบินนานาชาติปักกิ่ง - สุวรรณภูมิ |
|
กลับบ้านแว้ว
3 วันที่ผ่านกับปักกิ่งได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง
ๆ และยังคงไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ กับมหานครใหญ่แห่งนี้ แอบไปดูแผนพัฒนาเมืองของเค้า
เห็นแล้วอ้าปากค้างเลย เอาแค่เรื่องการคมนาคม
จะให้มีรถไฟฟ้าใต้ดินครอบคลุมทั้งเมือง รถไฟฟ้าใต้ดินที่ปักกิ่งเนี่ย
เค้ามีใช้กันมาเป็น 10 ปี แล้ว ราคาแค่ 2
หยวน ค่ารถเมล์ก็ถูกมาก
ส่วนต่างรัฐบาลก็เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
เพื่อเป็นการรณรงค์ให้ผู้คนในปักกิ่งหันมาใช้
ระบบขนส่งสาธารณะมากกว่าใช้รถยนต์ส่วนตัว ในเรื่องแผนพัฒนาเมืองของเค้า
หาข้อมูลได้แล้วจะมาเล่าให้ฟังคราวหน้านะครับ |
|
 |
สถานท่องเที่ยวที่สุดท้ายของเรา
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่งเปิดให้เข้าชมได้ไม่นาน นั่นก็คือสนามกีฬารังนก
เคยพลาดโอกาสเมื่อปีที่ แล้ว มาแล้วไม่ได้เข้า มาครั้งนี้เหมือนมาเก็บตก
สิ่งพลาดไปแม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาของการแข่งขัน แต่กลิ่นอาย
จากโอลิมปิค ก็ยังคงอยู่ ถ่ายภาพหมู่ ทั้ง 2
บัส กันก่อน เพื่อไม่ให้เสียโอกาส ทางรายการคุยข่าว
10 โมง จึงได้ทำ VTR สัมภาษณ์
สมาชิกซะเลย พิธีกร ไม่ใช่ใครอื่น ก็เป็นหน้าที่ของพี่เอ้ นนทวัฒน์ และ
เฮียซ้ง แห่งภัตตาคารเล่งหงศ์ สมาชิกที่เข้าไปสัมภาษณ์
ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหน้าม้าที่เราจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ล้อ เล่นครับ
หากันตรงนั้น ไม่มีสคริปต์ ไม่ใช้ตัวแสดงแทน มีข้อแม้ว่า ใครอยากออกทีวี
ต้องแต่งหน้าเด้ง ดังนั้นใครที่ได้ออกทีวี ในรายการคุยข่าว 10
โมง ยินดีด้วยครับ คุณได้ไปต่อ เย้ย หลงรายการ
มาคุยเรื่องสนามกีฬารักนกต่อดีกว่า |
 |
|
|
 |
สนามกีฬาแห่งชาติกรุงปักกิ่ง
(อักษรจีนตัวเต็ม:
北京國家體育場,
เป่ย์จิงกั๋วเจียถี่ยู่ฉาง)
เป็นสนามกีฬาหลักที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน
2008
ที่จะถูกจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง
ประเทศจีนเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนธันวาคม
2546 มีกำหนดการสร้างเสร็จในปี 2550
นี้ ได้รับการออกแบบโดย Herzog & DeMeuron(สวิสเซอร์แลนด์)
และสถาบันออกแบบสถาปัตยกรรมจีน (China Architecture
Design Institute) |
 |
|
|
ครอบคลุมพื้นที่
258,000 ตร. ม. และมีขนาดความจุ 1
แสนที่นั่ง ใช้งบประมาณถึง 3.5 พันล้านเหรินหมินปี้
โดยสนามกีฬาแห่งนี้จะถูกใช้เป็นสนามแข่งขันกรีฑาและฟุตบอล
สนามกีฬาดังกล่าวตั้งอยู่ทิศใต้ของสวนโอลิมปิกในปักกิ่ง โดยเป็นสเตเดียมแบบเปิด
รวมพื้นที่ 23.7 เฮกเตอร์ เพื่อใช้ในพิธีเปิด –
ปิด และการแข่งขันกรีฑาประเภทลู่และลานของกีฬาโอลิมปิก 2008
โดยสามารถจุผู้ชมได้มากถึง 100,000 คน
แบ่งเป็นที่นั่งแบบถาวร 80,000 ที่ และที่นั่งเสริม
20,000 ที่(รื้อออกเมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน) ทั้งนี้
ภายหลักการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008
แล้ว
สนามแห่งนี้จะใช้เป็นสนามแข่งขันระหว่างประเทศ หรือกิจกรรมทางกีฬาอื่น ๆ |
|
คนมาเข้าชมที่นี่เยอะมาก
เอาเป็นว่าใครที่มาปักกิ่ง ก็จะต้องมาที่นี่กัน ตอนแรกที่เห็นการสร้างสนามกีฬารังนก
และสระว่ายน้ำ ก็ไม่เข้า ใจว่าทำไมต้องสร้างให้มันดูยุ่งยาก และซับซ้อนขนาดนั้น
ใช้เงินลงทุนรวม ๆ แล้วก็เป็นหมื่นล้านหยวน จนวันนี้ที่มา ก็ได้ถึงบางอ้อ สนามกีฬา
และสระ ว่ายน้ำ นอกจากจะเป็นหน้า เป็นตาให้กับประเทศจีน ตอนจัดโอลิมปิคแล้ว
ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกคนต้องมาเยือน และยังต้องซื้อบัตรผ่านประตู
สนนราคาก็ใบละ
50 หยวน วัน ๆ หนึ่งมีมาคนมาดูเจ้ารังนก
นี้เฉลี่ยก็ประมาณ 3-4 หมื่นคน อีกไม่นานเงินลงทุนก้อนนั้น
ก็คงได้คืนมา ก็เท่ากับว่า รัฐบาลก็ได้สนามกีฬามาฟรี เงินบำรุงรักษาสนาม
ก็ไม่ต้องใช้งบส่วนกลาง ก็ใช้เงินรายได้ตรงนี้มาดูแล สนามกีฬาก็เลี้ยงตัวมันเองได้
หันกลับมาดูบ้าน เรา สนามกีฬาที่จัดเอเชี่ยนเกม ครั้งที่ 13
ทั้งที่ ม.ธรรมศาสตร์รังสิต สนามราชมังคลากีฬาสถาน
แต่ละเดือนรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาไม่น้อย อย่างของทาง ม.ธรรมศาสตร์
ก็ยังเกี่ยงกันว่าจะให้ใครเป็นผู้ดูแลสนาม ไม่มีการต่อยอดทางการค้า เสียดายจริง ๆ
ทุกครั้งที่ผมพานักท่องเที่ยว ชาวไต้หวัน นั่งรถผ่าน ก็ได้แต่บอกให้ลูก ทัวร์ดู
ครั้งหนึ่ง เราเคยใชว่าสนามนี้จัดพิธีเปิด - ปิด กีฬาเอเชี่ยนเกม ลูกทัวร์หันมองดู
แล้วก็ร้อง "ออ" แค่นั้น ก็หันกลับมาคุยกันเองต่อ ปล่อยให้เราภูมิใจ อยู่คนเดียว
หรือแม้แต่ สนามกีฬาที่จัดบอลโลก ของเกาหลี เค้าก็ไม่ได้ทำให้วิจิตร พิศดาร
นั่งรถผ่าน ไก๊ด์ก็บอกแบบผ่าน ๆ ประเทศจีนเค้าสร้างเสร็จแล้วก็มีแผนรองรับต่อ
สามารถต่อยอดทางการค้า สร้างรายได้มหาศาลให้กับรัฐ และประชาชน อาจจะงง
เกี่ยวอะไรกับประชาชน ในนั้น ก็จะมีพวกที่คอยเอาของที่ระลึกมาขาย ราคาก็ไม่แพง
มีทั้งพวกกุญแจ คริสตัลที่ภายในเป็นรูปสนามกีฬารังนก ก็กระจาย
รายได้กันไปอย่างทั่วถึง อยากให้รัฐบาลไทย
กระทรวงกีฬาและการท่องเที่ยวได้เอาแบบอย่างบ้างจัง ลงทุนอย่างจริงจัง ทั้งระยะสั้น
และระยะยาว ใช้เงิน ภาษีของประชาชนไปดูงานกันทุกปี ก็อย่าเอาแต่เที่ยว
อะไรของบ้านเค้าที่ดี ก็ควรนำกลับมาปรับปรุงให้เข้ากับบ้านเรา
อย่างให้การท่องเที่ยวบ้านเราดี ขึ้นจริง ๆ ครับ |
|
2 ชั่วโมงที่อยู่ในบริเวณสนามกีฬารังนก ได้ถ่ายภาพกันอย่างจุใจ
ใบหน้าของแต่ละคนบ่งบอกถึงความพอใจ มาเที่ยวปักกิ่งครั้งนี้ จุดสำ คัญ ๆ
ในปักกิ่งเราก็ได้ไปกันจนครบ ตั้งแต่
พระราชวังต้องห้าม
เมืองที่สามัญชนคนธรรมดาห้ามเข้าในสมัยโบราณ พระราชวังฤดู พระราชวังที่มีทิวทัศน์
สวยงาม และเป็นที่มาของคำว่า
"ว่าราชการหลังม่าน"
ไปพิสูจน์ความเป็นชายที่ กำแพงเมืองจีน ไม่ให้ผิดหวังถ้าไม่ได้กิน เป็ดปักกิ่ง
เฉวียนจวี้เต๋อ และ ท้องแทบแตก ที่ภัตตาคารสุดหรู โกลเด้นจาร์กั้ว กับเมนูบุฟเฟ่ห์
หลายร้อยชนิด |
|
จบจากมื้อกลางวัน
ก็ได้เวลาที่จะต้องไปสนามบินกัน ได้เวลาอำลาไก๊ด์สาวสวย สาลี่ ทำหน้าที่ได้ดีมาก
ให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ ท่องเที่ยว แบบไม่กั๋ก แม้กระทั่งลูกทัวร์หลับ สาลี่
ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อ ยกนิ้วโป้งให้
2
นิ้วเลย เรากลับมาถึงสุวรรณภูมิ เกือบ
3
ทุ่ม งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิก ลา เหลือไว้แต่ภาพประทับใจ
และหวังว่าคงจะได้เจอกันใหม่
หลายที่อ่านมาถึงตรงนี้
คงอยากจะรู้ว่าไปเที่ยวแบบนี้ อาหารดี พักหรู เดินทางโดยสายการบินไทย
และยังไปกับดาราพิธีกรคุยข่าว 10 โมง
ราคาเท่าไหร่ บอกแล้วอย่าตกใจกันนะ ราคา 19,990 10 โมง ตั้งกันไว้ก็คือ ทัวร์ราคา
ประหยัด แต่คุณภาพเราไม่ประหยัดตามราคา หาท่านใดสนใจรายการทัวร์พิเศษแบบนี้
ก็สามารถติดตามชมรายการคุยข่าว
10
โมง ได้ทุกวัน จันทร์- ศุกร์ เวลา 10.00 - 10.30
ทางช่อง 5 หรือ
สามารถที่จะสอบถามได้โดยตรงที่
บริษัทไดมอนด์ไชน์
ฮอลิเดย์ 0-2792-9288 และสามารถที่จะติดต่อกับ
Web master ได้ที่
chalads@hotmail.com
ได้ทั้ง E-mail และ MSN
นะครับ
ไดมอนด์ไชน์
ฮอลิเดย์ เพชรแท้แห่งการเดินทาง ที่ได้จัดทริปดี
ๆ แบบนี้ให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย ขอบคุณ
รายการคุยข่าว
10
โมง
พิธีกรทุกท่าน ที่มาร่วมกับเรา ได้สร้างสรรค์ การท่องเที่ยวอีกหนึ่งรูปแบบ
ให้เราได้รู้ว่า ดาราพิธีกร ไม่ได้เข้าถึงยากอย่างที่ใครคิด
เจอกันใหม่กับบันทึกครั้งหน้า สวัสดีครับ |