|
 |
|
29-10-08 สุวรรณภูมิ - อินชอน |
|
ห่างหายจากเกาหลีไป 5 เดือนเต็ม จากคราวที่แล้วมาโดดเดี่ยวที่เกาหลี (ลูกค้าติดด่าน และเป็นโรบินฮู้ด) เที่ยวนี้ได้กลับมาอีกครั้ง ทีแรกทางออฟฟิศ ก็ถามว่าจะไป ปักกิ่ง หรือเกาหลี ก็เลือกเกาหลี อยากกลับมาอีก ดูว่าจะโดนแบล็คลิสท์ จากคราวที่แล้วหรือปล่าว อยากรู้แบบนี้มันต้องพิสูจน์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ได้รู้กัน
วันนี้ก็ยุ่งทั้งวัน ตั้งแต่เช้า สอบวันสุดท้ายพอดี เรียบร้อยจากการสอบรีบเข้าไปรับงาน แล้วก็ไปซื้อของเตรียมออกทัวร์ ถึงบ้านโยนของลงกระเป๋าได้ ก็บึ่งไปสนามบินเลย เวลานัดหมายของเราคือสี่ทุ่ม ประมาณ สามทุ่มครึ่งหลายท่านเริ่มโทรรายงานตัว แต่คุณหัวหน้ายัง on the way อยู่เลย ไม่นานนักเราก็ได้มาเจอกัน กรุ๊ปนี้เป็นกรุ๊ปใหญ่ 32 คน คาดว่าจะหาย 5 คน หรืออาจจะไม่ผ่านตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมือง อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าได้รู้กัน สำหรับสายการบินที่เราใช้ครั้งนี้ คือสายการบินรัซเซีย นามว่า วลาดิโวสต๊อก เครื่องใหม่ แต่แอร์เก่า (แอร์รุ่นเราสู้เหมือนของการบินไทยเลย) สภาพโดยรวมถือว่าใช้ได้ ผู้โดยสารไม่เต็มลำ วิ่งไปข้างหลังตีเบาะนอนยาว หลับยันเช้าเลย อิอิ |
|
30-10-08 เกาะนามิ - โซรัคซาน (ติดด่านอีกแล้ว - -*)
|
|
ตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย ใกล้จะถึงหล่ะ บิดตัวแต่ละทีตัวขี้เกียจล่วงไปเป็นกอง เมื่อยขนาด ลงจากเครื่องได้ กะว่าจะเป็นม้าเร็วรีบวิ่งไป ด่าน ต.ม. ก่อน ดันปวดท้อง สะกัดดาวรุ่งซะง้าน จากนั้นได้รีบวิ่งมาที่ด่าน ตรวจพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่ก็ดูพาสปอร์ต แล้วมันก็บ่น ๆๆๆๆ ฟังมะรู้เรื่อง คิดว่ายังไง งานเข้าแน่นอน แทงหวยไม่ถูกแบบนี้ โดนไล่เข้าไปในออฟฟิศอีกแว้วววว มีประสบการณ์มาแล้ว มะตื่นเต้นเท่าไหร่ สักครู่ พี่อมร หัวหน้าทัวร์อีกกรุ๊ปก็ตามมาสมทบ ซวยแพคคู่ นั่งอยู่ครึ่งชั่วโมง กว่าจะได้ออกกันมา ในห้องที่ไปนั่ง ก็มีลูกค้าเราติดอยู่ 5 คน เห็นมองมาด้วยสายตาที่ อ้อนวอน ช่วยหน่อย นึกในใจ ตัวเองยังจะเอามะรอดเลยพี่ สรุป 5 คนที่กะไว้ ก็แจ๊คพอต แบบไม่พลาดเป้าสักราย เจ้าหน้า ต.ม. ที่นี่เก่งจริง ๆ นับถือ ๆ ประเดี๋ยวจะเข้าใจผิดกัน คิดว่า หัวหน้าทัวร์ไม่ช่วยเหลือ เนื่องจากเข้าเกาหลีโดยไม่ต้องใช้วีซ่า จีงมีคนไทยบางกลุ่มที่ใช้ช่องว่างตรงนี้ แฝงตัวมากับกรุ๊ปทัวร์ ถ้าโชคดี ผ่านทาง ต.ม. มาได้ เค้าจะแยกตัวไปจากกรุ๊ปทันที ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ถ้าสงสัยในบุคคลใด ก็จะมีการเรียกสอบถามเป็นส่วนบุคคล หากมีหลักฐานทางการเงิน เช่นเงินที่นำติดตัวมา บัตรเครดิต นามบัตรของบริษัทที่เราทำงานอยู่ ก็จะไม่มีปัญหาครับ แต่ 5 คนที่ไม่ผ่าน ก็เนื่องมาจาก ไม่หลักฐานทางการเงินใด ๆ ที่สามารถนำมายืนยันได้เลย ดังนั้น ทั้ง 5 คน จึงถูกส่งกลับหมด ออกมาจากด่านได้ ก็เจอไก๊ด์สาวสวยของเรา ปกติเจอแต่รุ่นน้อง (น้องแม่) เที่ยวนีเจอวัยไล่เลี่ยกัน สวยอีกต่าง มีชีวิตชีวาขึ้นเยอะ อิอิ
จากสนามบิน ก็ไปทานอูด้ง เบา ๆ กันก่อน แล้วเราค่อยเดินทางไปสู่สถานที่ถ่ายทำหนังรักโรแมนติค ชื่อว่า Winter love of song มาเที่ยวนี้ ได้จังหวะ ใบไม้เปลี่ยนสีพอดี ปูบอกว่า อาทิตย์ที่แล้วสวยกว่านี้อีก นึกแล้วก็เสียดาย แต่ก็เอาหน่า อย่างน้อยมันก็ยังสวยอยู่ ปกติแล้วถ้าจะดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้องดูช่วงเดือนตุลา กลางเดือนจะเป็นช่วงที่สวยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นที่ จิวจ้ายโกว หรือที่นี่ แต่เสียดาย ตลอดช่วงเวลา ที่ผ่านมา เดือนตุลาคม จะติดสอบ กระดิกไปไหนไม่ได้เลย ปีนี้โชคดี ว่ายังมีอีกกรุ๊ป เหลือไว้ให้หลังจากสอบเสร็จ
เมื่อเราลงมาจากรถ ไอเย็น ๆ ที่มาพร้อมกับสายลม ก็มาสัมผัสกับใบหน้า บอกให้รู้ว่าอากาศวันนี้ อุณภูมิอยู่ที่ 10 องศา ต้น ๆ ผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งคนในประเทศ และจากนานาชาติ มุ่งหน้าไปยังท่าเรือ เพื่อข้ามไปเกาะนามิ การนั่งเรือก็เหมือนนั่งเรือข้ามฝาก ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที เราก็ยืนอยู่ที่ นางเอก และพระเอกพบกัน (จริงแล้วก็ไม่รู้หรอกว่าตรงไหน แต่อนุมานจาก มาที่ไรไก๊ด์ ก็นัดเราเจอกันตรงนี้ทุกครั้ง เลยอุบอิบเอา ) มาที่นี่ หลายครั้งแล้ว ภาพที่เห็น ไม่ใช่ใบไม้เขียวชอุ่ม ก็แห้งโกร๊น ไม่เหลือให้ดูสักใบ แต่คราวนี้ ได้เห็นใบแปะก๊วยสีเหลือง สนสีแดง ใบเมเปิลสีชมพู หลายเริ่มกรี๊ดกร๊าด ต่างคน ต่างแยก ไปหามุมสวย มุมหล่อของตัวเอง หลายคนสนุก แต่สงสารก็แต่ช่างภาพของเรา ไม่รู้จะตามถ่ายภาพใคร แยกกันไปหลายทิศเกิน ไม่รู้ว่าเก็บได้กี่ภาพ เอ้า สู้ ๆ เดินไป ถ่ายภาพไป ก็ได้เวลานัดพบ มีการสายกันนิดหน่อย เนื่องจากความงามของธรรมชาติ อันนี้ไม่ว่ากัน (จริง ๆ ก็เคืองนิด ๆ แหละ หิวหน่ะ ไม่ใช่อ่ะไร 555+) |
 |
อาหารกลางวันก็เป็นไก่ผัด การมาทานอาหารที่เกาหลี มีอยู่ 3 แบบ ไม่ย่าง ก็ผัด หรือไม่ก็ต้ม เป็นอาหารส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะ ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่อย่างนั้นได้จะได้กินไก่ไหม้ ก็สนุกสนานกันไปอีกแบบ แหม อยากให้คนไทยที่กำลังตีกัน สามัคคีแบบนี้บ้างจัง บ้านเมืองจะได้ไม่วุ่นวายเนอะ
จากเกาะนามิ เราก็มากันที่โซรัคซาน ใช้เวลาในการนั่งรถ นานพอสมควร ก็ประมาณ 3 ชั่วโมง เค้าเล่ากันว่า ธรรมชาติที่สวยงาม มากแต่น่าเสียดาย ช่วงนี้พระอาทิตย์เลิกงานไว เมื่อเรามาถึงก็เกือบหมดแสง การถ่ายภาพจึงเก็บภาพกันไม่ได้ซักเท่าไหร่ แต่ประเด็นสำคัญ ก็คือเราได้ไหว้พระกัน ก็อิ่มบุญกันไปตาม ๆ กัน
"กินอีกแล้วหรอ" เป็นสัญญาณจากสมาชิกท่านหนึ่งร้องประท้วงขึ้นมา เมื่อปูบอกว่า เดี๋ยวเราจะไปทานข้าวเย็นกัน ถึงกำหนด ก็ต้องทาน ต้องขุนให้อ้วนก่อนกลับ บ่นกันไปอย่างนั้น สุดท้าย ฟาดเรียบ อิอิ |
 |
|
|
31-10-08 วัดนักซานซา - แอฟเวอร์แลนด์ - ช๊อปอีทูดี้กระจาย ที่ทงแดมุน |
 |
เช้าแล้ว เหนื่อยมาก หลับตั้งแต่ป้ายแรก จนป้ายสุดท้าย แบบไม่มีจอดแวะพักเข้าห้องน้ำเลย ออกมาเดินสูดอากาศข้างนอก หนาวจับใจ แถมยังมีฝนตกอีกต่างห่างวันนี้ ปูบอกว่า ฝนที่เกาหลี น่ากลัวมาก เพราะเป็นฝนกรด ยิ่งตกปรอย ๆ แบบนี้ น่ากลัวเอาการ ก็ต้องระวังตัวไว้หน่อย จะเป็นหวัดได้ง่าย ออกจากโรงแรม เราก็มุ่งหน้าสู่วัดนักซานซา เป็นวัดที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเล ข้างทางที่เราผ่านไป ก็จะมีอาหารทะเลขาย อารมณ์จะคล้าย กับหนองมนบ้านเรา พูดแล้วนึกถึงข้าวหลาม 555+ กลับมาที่วัดต่อ วัดแห่งนี้มีความพิเศษ ตรงที่มีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนยอดเขา เป็นที่สักการะและนับถือของคนเกาหลี ใครไปใครมา ก็ต้องแวะว่ายกัน และปูยังแนะนำอีกว่า วัดแห่งนี้ ได้ถูกไฟเผาครั้งใหญ่ เมื่อปีที่ผ่านมา ถ้าใครจะทำบุญ ก็ควรทำที่นี้ โดยการบริจาคเงิน ซื้อกระเบื้อง แล้วก็เขียนชื่อ เหมือนกับทำบุญที่บ้านเรา ไปดูตรงที่เขาทำบุญกระเบี้อง ปรากฏว่าเป็นที่น่าภูมิใจครับ มีตัวอักษรไทย เขียนอยู่บนกระเบื้องเต็มไปหมดเลย คนไทย อยู่ที่ไหนก็ใจบุญ หลังจากทำบุญกันแล้ว ก็ให้ได้เก็บภาพกันตามอัธยาศัย เป็นที่น่าเสียดาย ฟ้าฝน ไม่เป็นใจ ภาพที่ได้มา ส่วนใหญ่จะออกโทน อึมครึม - - |
 |
|
|
 |
|
ไหว้พระ อิ่มบุญกันแล้ว เรากก็รีบกลับกันมาที่รถเพื่อมุ่งหน้าไปยัง เอเวอร์แลนด์สวนสนุกกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ ใช้เวลาในการเดินทาง 3 ชั่วโมงกว่า เมื่อพลิกข้อมือ มาดูนาฬิกา จึงไม่แปลกใจทำไม ท้องเริ่มร้อง ที่แท้ เกือบเที่ยงแล้วนั่นเอง เราจึงแวะทานข้าวกันก่อน จึงค่อยไปยัง สวนสนุก |
|
 |
|
มาเอเวอร์แลนด์ครั้งนี้ วิวทิวทัศน์แปลกตาไป ไม่ได้ปรับปรุงใหม่ แต่ใบไม้ มันเปลี่ยนสี สวยงามทีเดียวกว่าเราจะเข้ายังประตูด้านในได้ เสียเวลากับการถ่ายภาพพอสมควร เมื่อมาถึงด้านใน พี่โฮ ช่างกล้องประจำกรุ๊ป ก็ได้เรียกพวกเรา ชักภาพหมูเป็นที่ระทึกไว้ก่อน แล้วค่อยเดินไปลงกระเช้า เพื่อไปเข้าในส่วนของซาฟารี ดูพระเอกของงาน เจ้าตัวไลเก้อ เป็นที่ทราบกันดี ไลเกอร์ คือการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง เสือ กับสิงโต ตอนนี้มีอยู่สองที่ คือที่นี่ และที่สวนเสือไซบีเรีย ฮาร์บิน ประเทศจีน (สามารถชมเจ้าตัวไลเกอร์ของสวนเสือบีเรียนได้ที่นี่) ในส่วนของซาฟารี ก็ไม่ใหญ่มาก นั่งรถให้สัตว์ชม ก็ประมาณ 15 นาทีก็เสร็จ
|
 |
|
|
 |
ที่เอเวอร์แลนด์ มีเครื่องเล่นเพิ่งเปิดใหม่ ชื่อว่า T-Express เป็นรถไฟเหาะ เห็นเค้าบอกว่าเสียทุกรูขุมขน อ่ะโห พูดซะขนาดนี้ ไม่ลองไม่ได้แล้ว ออกจากซาฟารี ก็ฉุดลูกทัวร์มาเหวอด้วยกัน 4 คน เดินหลง หาทางเข้ามะเจอกันซะงั้น สอบถามเส้นทางแบบงง ๆ อยู่พักหนึ่ง แล้วก็มาถึงทางเข้าของ T-Express เหนคนรอเข้าอยู่ข้างนอกไม่เยอะกะว่า ไม่นานคงได้เล่น พอเข้าไปทางด้าน โอ้วววววว แม่เจ้า รอคิวยาวเหยียด แหงะไปนาฬิกา ที่บอกเวลารอ 50 นาที หลงเข้ามาแล้วนี่ ไม่มีทางให้ถอย ก็ลุยกันเลย ถึงแม้แถวจะยาว แต่ก็ขยับได้อยู่เรื่อย ๆ จึงไม่ค่อยก่อให้เกิดความน่าเบื่อสักเท่าไหร่
|
|
|
และแล้ว สิ่งที่รอคอยก็มาถึง คิวของพวกเรา ตอนลากขึ้นไปข้างบนเนี่ยไม่เท่าไหร่ แต่พอตอนถึงจุดสูงสุด แล้วทิ้งดิ่งลง มุมเกือบ 90 องศา อุแม่เจ้า ใจเหมือนมันหลุดไปอยู่ข้างหลัง เสียวทุกช่วงที่รถวิ่ง จังหวะทิ้งดิ่ง มีอยู่ 2 รอบ เสียวทั้งคู่ ดีว่าเข้าห้องน้ำก่อนขึ้น ไม่งั้นคงได้ผลิตฝนเทียม ลงมาจากรถไฟได้ พิน สาวน้อยผู้น่ารัก ก่อนขึ้นเธอว่าอยากนั่งหน้าสุด แต่หลังจากลงมาแล้ว คิดในใจ ดีแล้วแหละ ที่ไม่ได้นั่งหน้า ก็เดินเป๋ เป็นปูเลย นี่ถ้านั่งหน้า มีหวังได้ผลิตโจ๊ก ตั้งแต่อยู่ข้างบน ไม่อยากนึกสภาพ เปลี่ยนเรื่องดีกว่า อิอิ
|
 |
|
|
 |
|
จบจากแอร์เวอร์แลนด์ เราก็มุ่งหน้าเข้าสู่โซล ชอบการเดินทางของที่นี่มาก ถึงแม้รถจะเยอะ และติดขัด แต่เราก็สามารถเคลื่อนตัวไปได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมี Bus lane ในกรุงเทพฯ กำลังจะมีในอนาคต ก็คือ BRT ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว สำหรับรถบัส หรือรถที่มีผู้โดยสาร เกิน 6 คน ก็สามารถมาวิ่งเลนส์นี้ได้ ทำให้การเดินทางของเราสะดวกขึ้นเยอะ ไม่นานนักเราก็ได้มากินไก่ตุ๋นโสมกัน ไก่ที่นี่ เค้าให้กันมาเป็นตัวเลย คนละ 1 ตัว อันนี้ไม่ต้องตกใจ เป็นไก๋ตัวเล็ก แล้วใส่ข้าว ลงไปข้างใน มาพร้อมกับ หม้อดินร้อน ๆ ขอบอกร้อนจริง ๆ นิ้วพอง มาแล้ว พูดแล้วยังสยองไม่หาย ดีนะ มีบัวหิมะติดตัว อิอิ
โดปด้วยโสม เราก็มีพลังเพียงพอที่จะไปลุย ทงแดมุน กัน ทงแดมุน เป็นตลาดที่มีของขายหลายอย่าง ตั้งแต่ โลโซ ยันไฮโซ แต่ที่ลูกค้าสนใจที่สุดก็คือ เครื่องสำอางค์ ยี่ห้อ อีตูด (อีทูดี้) ให้เวลา 2 ชั่วโมง สรุป ไม่ได้ไปไหนกันเลยอยู่แต่อีทูดี้ กันอย่างเดียว ขายดีเหมือนแจกฟรี ของหมดอีกต่างหาก หลายคนยังไม่หมดหวัง ยังเหลือที่เมียงดง และดิ้วตี้ฟรี ประมาณ เป็นภาระกิจสำคัญระดับชาติ ยุทธการตามล่าอีตูด ที่หายไปจากเมืองไทย ^ ^ วันที่ 3 ของการเดินทาง ที่นั่งเริ่มมีปัญหาเนื่องจาก ของที่ซื้อกัน ที่ไม่พอวาง โดยเฉพาะ พี่แมวและคู่ซี้ นั่งอยู่กับที่กระดิกไปไหนไม่ได้ เนื่องจากพื้น และหน้าตัก เต็มไปด้วยของที่ซื้อมา นี่ถ้ามาช้าอีกนิดเดียว พี่ทั้ง 2 อาจขาดอากาศหายใจได้ ก็เลยให้เอาของที่ซื้อแบ่งมาส่วนหนึ่งมาไว้ที่นั่งด้านหน้า (จริง ๆ ของเราเองก็เยอะไม่ช่ายเล่น อิอิ) |
 |
|
|
 |
|
01-11-08 บลูเฮาส์ - พระราชวังเคียงบก - ศูนย์โสม - โรงเรียนกิมจิ - อีแตวอน |
|
เมื่อคืนเดาว่าหลายคนคงนอนดึก เพราะลงมาข้างล่างเพื่อไปซุปเปอร์ เดินผ่านห้องลูกค้า ได้ยินแต่เสียงถุงก๊อปแก๊ปทั้งตอนเดินออกไป เดินกลับเข้ามา ผีถุงก๊อปแก๊ปยังหลอกหลอนกันไม่เลิก คงหลอนกันจนดึก แต่ดีว่าเช้านี้ทุกคน ลงมาตามนัด การทานอาหารเช้าในกรุงโซล จะแปลกกว่าที่อื่นหน่อย ก็คือ อาหารเช้าเราจะต้องนั่งรถไปทานข้างนอก ไม่ได้ทานในโรงแรม (ก็เหมือนฮ่องกงอ่ะแหละ) |
|
 |
 |
เช้านี้เราประเดิมกันด้วย บลูเฮาส์ และอนุสาวรีย์นกฟินิกส์ จากที่ทานอาหารเช้าเข้าสู่ บริเวณบ้านพักประธานธิบดี จะมีการคุมเข้ม ก่อนเข้าไปก็จะมีเจ้าหน้าที่ ยืนรักษาการ และบางครั้งก่อนขับรถเข้าไป เจ้าหน้าที่ก็จะขึ้นมาบนรถ ตรวจตราความเรียบร้อย นกฟินิกส์ ตามตำนาน เป็นนกที่เป็นอมตะ จะฟื้นจากความตาย ขึ้นมาได้ ก็เหมือนกับเกาหลี ที่ถูกประเทศรอบข้างรังแก อยู่ตลอด แต่ก็สามารถฟื้นคืน ขึ้นมาได้ ตรงจุดนี้ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ แต่งตัวเท่ห์ ๆ ยืนคอยรักษาความปลอดภัย สามารถถ่ายรูปได้ไม่เก็บตัง |
 |
|
|
จากนั้นเรา ก็มาที่พระราชวังเคียงบก หรือที่ภาษาเกาหลี เค้าเรียกกันว่า เคียงบกกุง (ออกเสียงถูกป่าวหว่า - -*) ในการนำชมของที่นี้ก็จะแบ่ง ออกเป็นสองส่วนด้วยกัน ก็คือ ในส่วนของ พิพิธภัณฑ์ และส่วนของพระราชวัง เมื่อเข้ามาภายใน ปู ก็นำเราไปยังพิพิธภัณฑ์ก่อนเลย คือจะให้เข้าใจวัฒนธรรมเกาหลี เราก็ต้องเริ่มจากตรงนี้ จะได้เข้าใจถึงรากเหง้าของ คนเกาหลี ภายในใหญ่มาก ใช้เวลาในการนำชม ประมาณ 30-45 นาที
|
|
 |
|
เดินจนเมื่อยขา เราก็มาถึงทางออกพิพิธภัณฑ์ เพื่อมุ่งหน้าสู่ เขตของวัง พระราชวังแห่ง แต่เดิมถูกทำลายโดยญี่ปุ่น และได้ทำการบูรณะขึ้นมาใหม่บนฐานเดิม ก็จะเป็นสไตร์เกาหลี ผสมจีนนิด ๆ ก็เประเทศเค้าติดกัน เลยได้รับอิทธิพล ทางศิลปะมาด้วย วังที่นี่ก็ใหญ่โตมาก แต่ที่เป็นเป้าหลักในการนำชมเลย ก็จะมีอยู่ 3 ที่ด้วยกัน หมู่พระตำหนักชั้นใน พลับพลากลางน้ำ ที่ใช่ออกงานสโมสรสันนิบาตต่าง ๆ และ ท้องพระโรงที่ใช้ออกว่าราชการ เช้านี้เดินกันขาลากเลย เมื่อย แท้ |
 |
ยามบ่ายเราก็มีโปรแกรมไปเยี่ยมชม ศูนย์โสมเกาหลี ซึ่งมีหลายชนิด ที่นี่เป็นศูนย์โสมของรัฐบาลดังนั้นจึงไว้ใจได้ในเรื่องของคุณภาพ จากนั้น เราก็ มาต่อกันที่โรงเรียนกิมจิ มาศึกษาถึงวิธีการทำกิมจิ เริ่มตั้งแต่การล้างผัก การหมัก การห่อ และการบรรจุ โดยมีวิทยากร สาวสวย มาบรรยายให้เราฟัง เมื่อทำเสร็จแล้ว อันนี้ไม่แนะนำให้เอากลับ เพราะกลิ่นแรงมาก ทำเสร็จแล้ว ก็ให้เอาไว้ที่นั่น เพราะทางโรงเรียนเค้าจะเอาไปบริจาค ให้กับ สถานเลี้ยงเด็ก กำพร้า และที่นั่นยังมีชุดฮันบก ให้ได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ก่อนลาจากโรงเรียนทำกิมจิ |
 |
|
|
 |
|
จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปยัง ตลาดอีกแห่งหนึ่งของกรุงโซล ก็คือ อีแตวอน ที่อีแตวอนนี้ จะเห็นมีฝรั่งเดินอยู่มาก เนื่องจาก ตรงนี้จะมีฐานทัพ ของทหารอเมริกันตั้งอยู่ ของที่ขายส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกเสื้อผ้า และกระเป๋า คล้าย ๆ กับพัฒพงษ์บ้านเราเลย วันนี้เดินกันทั้งวันเลย ได้เวลาไปทานข้าว แล้วก็เข้าโรงแรมที่พัก เตรียมตัวแพคของ แพคอีกแล้ว แพคกันทุกวัน กรุ๊ปเรา ตรงตามคอนเซปแป๊ะ ฉี่ ชอป แฉะ 5555+ |
|
02-11-08 ดิวตี้ฟรี - เมียงดง - ซุปเปอร์มาเก็ต - สุวรรณภูมิ |
ฮิ้ววววววว กลับบ้านแว้ว คริคริ ดีใจจัง เช้านี้ก็ไม่ได้รีบ เรื่อย ๆ ออกจากโรงแรม ก็ไปทานข้าว แล้วมุ่งหน้าไปดิวตี้ฟรีก่อน มาถึงดิวตี้ฟรี ก็ไม่ได้ไปไหน หมกกันอยู่แต่ อีทูดี้ ที่นี่ราคาจะถูกกว่าชอป แต่ต้องซื้อหลายชิ้น และของก็ไม่เยอะเท่ากับที่ชอป ดังนั้น ควรซื้อจากชอป ข้างนอกก่อน ที่เหลือค่อยมาดูต่อในนี้จะดีกว่า จะได้ไม่ผิดหวัง 1 ชั่วโมง ผ่านไปไวเหมือนโกหก หลายคนยังอยู่แต่อีทูดี้ ภาระกิจระดับชาติ จริง ๆ
จากนั้นเราก็มาต่อกันที่เมียงดง ที่นี่ลูกค้าก็ไม่ได้เดินไปไหนอีก ติดหลุมดำ อยู่ที่ skin food วนอยู่ตรงนั้น เกือบ 2 ชั่วโมง ถึงได้เดินไปดูที่อื่น จริง ๆ แล้วที่เมียงดง ยังมีอย่างอื่นให้ได้ซื้อหา ที่นั่นก็คล้ายกับสยามสแควร์บ้านเรา เสื้อผ้า เทรนด์ จ๊าบ ๆ ทั้งนั้น ราคาพอกับบ้านเรา หรืออาจจะแพงกว่านิดหน่อย แต่แฟชั่นล้ำกว่า บ้านเราเยอะ ก็แล้วแต่คนชอบ แต่กรุปนี้ส่วนใหญ่ จะนิยมเครื่องสำอางค์กันมากกว่า อิอิ |
|
 |
ได้เวลาอาหารกลางวัน ท้องยังอิ่ม ๆ อยู่เลย แต่ยังไงก็ต้องทาน มื้อเย็น ทานบนเครื่อง เดี๋ยวจะหิวซะก่อน เลยต้องซัดหน่อย จากนั้นเราก็ไปที่ซุปเปอร์มาเก็ต บริเวณใกล้ ๆ สนามบินกัน ที่นี่คือสถานที่ช๊อปสุดท้าย ที่จะได้ซื้อขนม ต่าง ๆ มาม่าเกาหลี ฯลฯ ไปฝากคนทางบ้าน
ที่แอร์พอร์ต ก็ตื่นเต้นนิดหน่อย เนื่องจากกรุปเรา มาเหมาเครื่องสำอางค์โดยเฉพาะ มีปัญหาตรงที่ สเปรย์ ต้องโหลดขึ้นเครื่อง และจะหิ้วกลับได้ชนิดละ 1 ชิ้น แต่พอดีนี่พกไปหลายชิ้น เครื่อง x-ray มันเลยฟ้อง ก็ต้องนำออกมาและ ถ่ายเท ไปยังกระเป๋าใบอื่น ก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วเราก็กลับมาถึงสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ
จบไปด้วยดีอีกหนึ่งกรุ๊ป ตอนแรกที่มาเกาหลี ครั้งนี้ บอกตรง ๆ ว่ายังหวั่น ๆ อยู่ กลัวจะเข้าเมืองไม่ได้ แต่ก็ไม่มีปัญหา แล้วก็มาเจอกับสมาชิกที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ก็ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี่ ด้วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทางเราคงจะได้รับใช้สมาชิกทุกท่านในโอกาศต่อไป และขอขอบคุณ คุณปู ไก๊ด์สาวสวย ที่คอยดูแลเราตลอดการเดินทาง อีกอันหนึ่งที่จะลืม และไม่กล่าวถึงเลยไม่ได้ ก็คือบริษัทต้นสังกัด ขอบคุณกับ ไดมอนด์ไชน์ ฮอลิเดย์ เพชรแห่งการเดินทาง ที่ให้ขาว ได้มีโอกาศเดินทางในครั้งนี้ ไว้เจอกัน
ครั้งต่อไป ทริปหน้าครับ
|