ข้อมูลเที่ยว ORIENTAL CHARMING - เสน่ห์แห่งตะวันออก
![]() | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ORIENTAL CHARMING - เสน่ห์แห่งตะวันออก | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความงาม ความหมาย และ ความเชื่อ ที่รอคุณไปพิสูจน์ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
วัฒนธรรมอันดีงาม ความเจริญงอกงาม ซึ่งเป็นผลจากระบบความสัมพันธ์ระหว่างชาวตะวันออก ซึ่งมีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างมนุษย์ สังคม และธรรมชาติ (จิตใจ สังคม และวัตถุ มีการสั่งสมและ สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จากสังคมหนึ่งไปสู่อีกสังคมหนึ่ง จนกลายเป็นแบบแผนที่สามารถ เรียนรู้และก่อให้เกิดผลิตกรรมและผลิตผล ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม) ประเพณี ที่มีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เป็นเอกลักษณ์และมีความสำคัญต่อสังคม เช่น การแต่งกาย ภาษา ศาสนา ศิลปกรรม กฎหมาย คุณธรรม ความเชื่อ ฯลฯ หรือ กระทั่งเรื่องราวหรือประวัติศาสตร์ที่มีการเล่ากล่าวขานกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น เสน่ห์แห่งตะวันออก ที่คนทั่วโลกหลงใหลและอยากสืบหาความหมายในความงามเหล่านั้น…… | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ชุดกี่เพ้า : มนต์เสน่ห์แห่งความงามของหญิงสาว | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
![]() | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
กี่เพ้าหรือฉีเผา (旗袍) ตามสำเนียงจีนกลางนี้ มีต้นกำเนิดในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) ซึ่งปกครองแบบ 8 แว่นแคว้น (ปาฉี八旗)โดยชนเผ่าแมนจู ผู้นิยมเสื้อผ้าชุดยาวตลอดลำตัวที่เรียกว่า‘เผา(袍)’ จึงเป็นที่มาของ ‘ฉีเผา’นั่นเอง โดยได้รับความนิยมสูงสุดในรัชสมัยคังซีและหยงเจิ้ง (ค.ศ.1662-1736) ยุครุ่งเรืองแห่งราชวงศ์ชิง หลังปีค.ศ.1840 วัฒนธรรมตะวันตกได้ค่อยๆ จู่โจมเข้าสู่แดนมังกรพร้อมกับยุคล่าอาณานิคม เมืองชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะเมืองสำคัญอย่างเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีชาวตะวันตกเข้าอยู่อาศัยปะปนกับชาวจีน จึงได้รับอิทธิพลตะวันตกก่อนพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่แฟชั่นการแต่งกายแบบฝรั่งที่ค่อยๆ แทรกซึม และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง รูปแบบของชุดกี่เพ้าที่เราเห็นกันในปัจจุบัน จึงมีวิวัฒนาการจากชุดสตรีชาวแมนจู ที่ถูกสตรีชาวฮั่นนำไปประยุกต์ดัดแปลง ผสมผสานการดูดซับเอาวัฒนธรรมเครื่องแต่งกายที่เน้นส่วนโค้งเว้าเข้ารูปแบบตะวันตก โดยจะมีลักษณะของแขน ปก ชาย การผ่าข้าง และความสั้นยาวเปลี่ยนไปตามความนิยมในแต่ละยุคสมัย เมื่อผ่านพ้นยุคแห่งความขัดแย้งภายใน เข้าสู่ยุคเปิดประเทศ สังคมจีนเริ่มเปิดกว้างรับแนวคิดใหม่ๆ เสื้อผ้าที่เคยถูกบังคับให้ใช้ได้ไม่เกิน 3 สี คือ ดำ เทา และน้ำเงิน ก็ได้รับการปลดปล่อยให้มีอิสรเสรีทางสีสัน บรรดาสาวจีนจึงเริ่มสลัดชุดฟอร์มสมัยปฏิวัติ แล้วหยิบกี่เพ้าที่ถูกแช่เย็นไว้ราว 30 ปี มาปัดฝุ่นและแปลงโฉม แต่เนื่องจากปิดประเทศไปนาน ทำให้ชุดกี่เพ้าในช่วงทศวรรษที่ 80 ดูค่อนข้างจะเชยไปนิด กระทั่งปลายปีค.ศ.2000 ‘ฮวายั่งเหนียนหัว花样年华’(In the mood for love) ภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมของผู้กำกับหว่องการ์ไว(หวังเจียเว่ย) ออกฉายทั่วประเทศ ปลุกกระแสแฟชั่นชุดกี่เพ้าให้ตื่นขึ้นในแดนมังกรอีกครั้ง เพราะเรื่องนี้ได้ออกแบบให้นางเอก จางมั่นอี้ว์ สวมชุดกี่เพ้าสุดคลาสสิกให้ผู้ชมได้ยลโฉมอย่างจุใจถึง 23 ชุด ช่วง 10 กว่าปีมานี้ ชุดกี่เพ้าถูกออกแบบให้ทันสมัย มีรูปลักษณ์ใหม่ๆ ให้เห็นตามเวทีแคทวอล์กอยู่เสมอ ตลอดจนจัดเป็นเครื่องแต่งกายพิธีการของชาติจีนที่ปรากฏในเวทีระดับโลก ศาสตร์แห่งศิลป์ของชุดกี่เพ้ายังมีความต่างกันระหว่างสไตล์นครเซี่ยงไฮ้กับกรุงปักกิ่ง โดยกี่เพ้าของเซี่ยงไฮ้จะได้รับอิทธิพลเสื้อผ้าแบบตะวันตกมากกว่า มีรูปแบบที่หลากหลาย ดูทันสมัยและคล่องแคล่ว ส่วนสไตล์ปักกิ่งนั้น จะดูเป็นทางการ และสุภาพเรียบร้อย ทุกวันนี้ชาวจีนส่วนใหญ่ยอมรับกันว่า ช่างตัดเย็บชุดกี่เพ้าฝีมือเยี่ยมนั้นอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ขณะที่มีหลายเสียงลงความเห็นว่า ไม่มีสาวใดในโลก ใส่ชุดกี่เพ้าได้มีเสน่ห์เท่าสาวจีนและสาวเอเชีย! | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| SHANGHAI เซี่ยงไฮ้ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ ที่ ถนนนานกิง นี้เป็นแหล่งช้อบปิ้งแฟชั่นที่สำคัญสำหรับชาวเซี่ยงไฮ้ ถนนสายนี้ จะกว้างไม่มีรถวิ่ง นอกจากรถรางภายใน เป็นย่านช็อปปิ้งเก่าแก่ที่สุด ซื้อขายกันคึกคักตั้งแต่ทศวรรษ 1920 มีความยาวกว่า 6 กิโลเมตรตั้งอยู่ฝั่งผู่ซี เป็นแหล่งช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมจากทั่วโลก ซึ่งจะมี สาวเซี่ยงไฮ้พร้อมจะอวดโฉมทรวดทรงในชุดกี่เพ้าแบบทันสมัยให้ท่านได้พบเห็นกัน บนถนนสายนี้ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| เป็ดปักกิ่ง : มนต์เสน่ห์แห่งอาหารตะวันออก | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
![]() | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ไม่มีนักชิมคนไหนที่ไม่รู้จักเป็ดย่างปักกิ่ง ซึ่งรสดั้งเดิมแท้ๆ ต้องไปกินที่ปักกิ่งเท่านั้น......... อันที่จริงเป็ดย่างปักกิ่งหากินได้ทั่วไป เพราะมีคนลอกเลีบนแบบไปทำขายทั่วโลก แต่ถึงอย่างไร ก็ต้องไม่ทิ้งจุดเด่นของความเป็นเป็ดปักกิ่ง นั่นคือ ความหอมกรอบของหนัง ความนุ่มละมุนของเนื้อ น้ำจิ้ม เครื่องเคียงทุกอย่างที่ประกอบกันขึ้นมา จนเมื่อกัดลงไปแล้วนักชิมทุกคนต้องร้องว่า....ใช่เลย!!! เป็ดย่างปักกิ่งของแท้ ต้องเป็นเป็ด “เถียนยา” เป็นเป็ดขาวพันธุ์หนึ่งของปักกิ่ง ผ่านการขุนเลี้ยงด้วยกรรมวิธีพิเศษ ทั้งอาหารและวิธีเลี้ยงจนครบ 2 เดือน ส่วนวิธีการทำ ก่อนอื่นให้ถอนขนเป็ดออกให้เกลี้ยง ควักเครื่องในออกให้หมด ล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง แล้วอัดลมเข้าไปใต้หนัง เพื่อให้หนังกับเนื้อแยกออกจากกัน เป็นเคล็ดลับช่วยให้ย่างแล้ว หนังเป็ดจะกรอบทั้งแผ่น จากนั้นจึงเคลือบหนังเป็ดด้วยส่วนผสมของน้ำเชื่อม ซีอิ๊ว ฯลฯ เพื่อว่าเมื่อย่างเสร็จ หนังเป็ดจะมันแวววาว ไม่แห้งผาก สีแดงปลั่งไปทั้งตัวเหมือนสีพุทราจีน คนฝรั่งเศสมองว่าคล้ายเป็ดทาแล็คเกอร์ จึงเรียกเป็ดปักกิ่งว่า “ canard laque ” เคล็ดลับต่อมาคือ เอาน้ำซุปร้อนๆ ปรุงพิเศษ กรอกเข้าไปในท้องเป็ดประมาณครึ่งท้อง เมื่อเอาเป็ดแขวนขึ้นย่าง น้ำซุปจะช่วยต้มเป็ดให้สุกจากด้านใน ขณะที่ไฟช่วยย่างเป็ดให้กรอบจากด้านนอก ทิ้งน้ำซุปไว้ในตัวเป็ด จนกว่าจะย่างเสร็จ ขั้นสุดท้าย เป็นวิธีการย่าง ซึ่งทำได้ 2 วิธี 1. อบให้สุกด้วยความร้อน เจ้าของตำรับนี้คือร้าน “ เผียนอีฝัง ” เป็ดปักกิ่งเจ้าแรกตั้งแต่ปี 1855 โดยนำเป็ดไปแขวนไว้ในเตาที่ปิดสนิท ทำให้เตาร้อนด้วยอุณหภูมิที่ควบคุมได้ แล้วอาศัยความร้อนจากผนังเตาทั้งสี่ด้าน อบเป็ดจนสุก วิธีนี้ เป็ดจะไม่สัมผัสกับไฟโดยตรง 2. ย่างด้วยฟืน ฟืนที่ใช้ต้องเป็นฟืนจากต้นผลไม้ เช่น ต้นพุทรา ต้นท้อ ต้นสาลี่ เพราะไม้เหล่านี้มีควันน้อย ให้ไฟสม่ำเสมอ ทั้งยังทำให้เป็ดมีกลิ่นหอมด้วย แขวนเป็ดเรียงกันเหนือกองฟืนที่ลุกโชนอยู่ในเตา จนเป็ดสุก ใช้เวลาพอๆกันทั้ง 2 วิธี คือประมาณ 40-45 นาที เจ้าของตำรับที่ 2 นี่คือร้าน “ฉวนจวี้เต๋อ” อายุน้อยกว่าร้าน “ เผียนอีฝัง ” อยู่ 9 ปี แต่มีชื่อเสียงกว่า ทั้งสองร้านถือเป็นภัตตาคารชั้นหรูของปักกิ่ง มีสาขาหลายแห่ง บริการอาหารจีนเป็นคอร์ส โดยมีเป็ดปักกิ่งเป็นอาหารจานหลัก เป็นธรรมเนียมของการกินเป็ดปักกิ่งว่า ก่อนกินกุ๊กจะต้องเข็นรถที่มีเป็ดทั้งตัวออกมาให้ลูกค้าดูก่อน จากนั้นจึงลงมือแล่ เริ่มแล่จากหนังเป็นแผ่นบางๆ เสิร์ฟให้กินก่อน แล้วจึงแล่เนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ แต่พอคำ มีลักว่า เมื่อแล่หมดทั้งตัว จะต้องได้เนื้อและหนังรวมกัน 108 ชิ้น (บางแห่งว่า 120 ชิ้น) จึงจะถือว่าแล่เก่ง โดยปกติ ลูกค้ามักจะได้กินอาหารเรียกน้ำย่อยจานเล็กๆ ปรุงจากชิ้นส่วนต่างๆของเป็ดก่อน เช่น เครื่องในเป็ด ลิ้นเป็ด ตีนเป็ด ฯลฯ หลังจากกินหนังและเนื้อซึ่งเป็นส่วนสำคัญแล้ว โครงเป็ดที่เหลือลูกค้ายังเลือกได้อีกว่า จะให้ทอด หรือให้ต้มจนเป็นน้ำซุปสีขาวเหมือนน้ำนมกินล้างปากตบท้าย ว่ากันว่า เป็ดทั้งตัวสามารถนำมาปรุงให้เรากินในรูปของเมนูจานต่างๆ ได้ถึงกว่า 80 เมนู ส่วนวิธีการกินเป็นปักกิ่งจานสำคัญนั้น โดยทั่วไปก็เหมือนๆกัน คือเอาเนื้อหรือหนังสัก 2-3 ชิ้น วางบนแผ่นแป้งกลมๆ เอาแตงกว่าและต้นหอมจิ้มน้ำจิ้มเรียกว่า “ เถียนเมี่ยงเจี้ยง ” ทำจากเต้าหู้ มีรสหวาน ใส่รวมกันแล้วม้วนเข้าปาก.....อ้ำ!!!.....อืมมม!!!! .........อาหย่อยยยยย!!!!!!!!! | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| BEIJING ปักกิ่ง | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
สุดยอดอาหารของปักกิ่ง “เป็ดปักกิ่ง” สุดยอดอาหารปักกิ่งที่พลาดชิมไม่ได้สำหรับทุกท่านที่ไปเยือนปักกิ่ง เป็ดปักกิ่ง เป็นอาหารจานเด็ดของจีนซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นสุดยอดอาหารปักกิ่งอย่างหนึ่ง โดยเป็ดปักกิ่งที่ถือว่าเป็นสูตรดั้งเดิมนั้นต้องเป็นเป็ดพันธุ์เถียนยาที่ได้รับการเลี้ยงด้วยวิธีการพิเศษเท่านั้น | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า : มนต์เสน่ห์แห่งความศรัทธา | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
![]() | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
วัดมัลลิกา ดาลดา หรือ วัดพระเขี้ยวแก้ว แห่งเมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา เป็นสถานที่ประดิษฐาน พระทันตธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเขี้ยวแก้ว เพียงองค์เดียว ที่ปรากฏบนโลกมนุษย์ โดยมีหลักฐานรองรับความถูกต้องตรงตามพระคัมภีร์มหาวังศา ด้วยว่าพระทันตธาตุ หลังจากการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ มีอยู่ด้วยกัน ๔ องค์ คือ องค์ขวาบน ประดิษฐานอยู่ที่เจดีย์เกศแก้วจุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ องค์ขวาล่าง อยู่ที่แคว้นคันธารราษฎร์ คือ ประเทศปากีสถานในปัจจุบัน และหายสาบสูญไปแล้ว องค์ซ้ายล่าง อยู่ที่นาคพิภพบาดาล และสุดท้าย คือ องค์ซ้ายบน ประดิษฐาน ณ เกาะลังกา แห่งนี้ นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๙ พระเขี้ยวแก้วได้ประดิษฐานอยู่บนแผ่นดินแห่งนี้มาโดยตลอด มิเคยถูกนำออกนอกดินแดนเลย ตั้งแต่ถูกอัญเชิญมาจากชมพูทวีป โดย เจ้าหญิงเหมมาลา แห่งแคว้นกาลิงคะ เมื่อกว่า ๑,๗๐๐ ปีก่อน ชาวศรีลังกา ต่างถวายความเคารพต่อพระทันตธาตุอย่างสูงสุด โดยเชื่อกันว่า หากเมื่อใดพระเขี้ยวแก้วถูกนำออกนอกเกาะลังกาแล้ว จะนำภัยพิบัติมาสู่ประเทศชาติ และยังเชื่อว่า หากเมื่อใดที่เกิดทุกข์ภัยขึ้น การเปิดอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วออกให้ผู้คนสักการบูชา จะสามารถขจัดเภทภัยต่างๆ ได้ โดยจะมีการจัดพิธีสมโภช เปิดอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว ในช่วงราวทุก ๔-๕ ปี โดยในปีนี้จะจัดขึ้นในระหว่าง วันที่ ๖-๑๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ทุกวันนี้ ชาวศรีลังกายังคงระลึกถึง เมื่อคราวอังกฤษยกทัพเข้ามายึดกรุงศรีวัฒนาปุระแคนดีแห่งนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๓๕๒ ทหารลังกาทุกนายยอมวางอาวุธแต่โดยดี เมื่อทราบว่า อังกฤษสามารถยึดพระเขี้ยวแก้วไว้ได้แล้ว หากมิฉะนั้น การสู้รบก็คงจะยืดเยื้อ ด้วยทหารลังกายังหมายจะต่อสู้โจมตีพวกอังกฤษต่อไป ไม่คิดยอมจำนน หลังจากพวกอังกฤษยึดเอาพระเขี้ยวแก้วไว้ ก็เกิดความแห้งแล้งอย่างหนัก ติดต่อกันหลายปี เกิดความทุกข์ยากแสนสาหัสทั่วประเทศ ชาวลังกาจึงเจรจากับผู้ปกครองอังกฤษ ขออนุญาตให้มีการนำพระเขี้ยวแก้วมาเปิดบูชาตามประเพณีโบราณ ฝ่ายอังกฤษก็ยินยอม ในระหว่างทำพิธีนั้นเอง ท้องฟ้าที่เคยปราศจากเมฆฝนมาหลายปี ก็บังเกิดฝนเทลงมา สร้างความชุ่มฉ่ำ และอัศจรรย์ใจให้ผู้คนที่พบเห็น แม้กระทั่งพวกอังกฤษก็เช่นกัน ปาฏิหาริย์ของพระเขี้ยวแก้ว เป็นเรื่องที่ชาวศรีลังกาเล่าขานกันมิรู้เบื่อ พิธีการเปิดพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งบรรจุอยู่ในเจดีย์ทองคำ และผอบทองคำเจ็ดชั้น ประดิษฐานในห้องกระจกกันกระสุนอย่างแน่นหนา การนำออกมาให้สาธุชนสักการบูชานั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกุญแจที่ใช้เปิดพระเจดีย์ทองแต่ละชั้น มีถึง ๓ ดอก แยกกันถือโดย พระมหาสังฆนายก (เทียบได้กับพระสังฆราช) สยามนิกาย ๒ องค์ที่ปกครองฝ่ายคามวาสี และอรัญวาสี ส่วนกุญแจอีกดอก อยู่กับตัวแทนของฝ่ายฆราวาส อันมาจากการเลือกตั้งจากผู้มีเกียรติ อันเป็นที่ยอมรับของทั้งทางฝ่ายศาสนาและประชาชน มีตำแหน่งเรียกว่า “นิละเม” ซึ่งทั้ง ๓ ท่านนี้จะต้องมาโดยพร้อมเพรียงกัน ถึงจะเปิดได้ ระหว่างการเปิด คณะกรรมการจะถอดสายสร้อย สายสังวาล เครื่องเพชร เครื่องทองต่างๆ ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่ามหาศาล ที่ชาวพุทธศรีลังกา ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ในอดีต จนถึงชาวบ้านปัจจุบัน ได้ถอดคล้องถวายเป็นพุทธบูชา จำนวนมากมาย จนต้องทำบัญชีบันทึกไว้ทุกชิ้น ในทุกครั้งที่ทำการเปิดพระเขี้ยวแก้ว การเปิดพระเขี้ยวแก้ว เริ่มจากพระเจดีย์ทององค์ใหญ่ชั้นนอกสุด เข้าไปหาพระเจดีย์ทองที่ลดหลั่นเล็กลงไปอีก ๔ ชั้น ชั้นในจะพบผอบหิน และผอบทองคำฝังอัญมณี และเมื่อเปิดออก ก็จะเป็นกลักทองประดับเพชรพลอยล้ำค่า ซึ่งเป็นที่บรรจุ พระทันตธาตุ ชั้นในสุด พระเขี้ยวแก้ว จะอัญเชิญนำออกมาประดิษฐานสอดในห่วงเส้นทองคำปักบนฐาน อัญเชิญไว้ในเจดีย์แก้วขนาดใหญ่ เพื่อให้สาธุชนเห็นได้ชัดเจนระยะไม่กี่เมตร ท่ามกลางการแห่ประโคมของช่างฟ้อน ช่างดนตรี เสียงปี่กลองมังคละดังกระหึ่ม ขับความชั่วร้ายทั้งปวงให้ออกไปจากมณฑลพิธี ภาพชาวศรีลังกาที่แออัดกันเพื่อที่จะขอมีโอกาสสักครั้งในชีวิต ได้กราบนมัสการพระเขี้ยวแก้ว หลั่งไหลกันมาราวกับสายน้ำ จำนวนผู้คนนับแสน ที่ต่อแถวกันด้วยอาการสงบ ยาวออกไปด้านนอกวัด นับหลายกิโลเมตร ต่างคนมาจากต่างเมือง มาเป็นครอบครัวเดียวกัน ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า เพื่อที่จะขอสักครั้งเข้าไปกราบนมัสการพระทันตธาตุ มิพักที่จะต่อแถวตั้งแต่ตีสี่ตีห้า กว่าจะได้เข้าไปกราบเพียงไม่กี่อึดใจตอนประมาณบ่ายสามโมงเย็น แล้วเดินยิ้มหน้าใสออกมา เพียงเพื่อจะมาต่อแถวใหม่อีกครั้ง พระทันตธาตุ สัณฐานคล้ายดอกจำปีตูมปลายสอบ สีเหลืองอมส้ม ตรงปลายสอบเล็กน้อย มีขนาดใหญ่กว่าฟันมนุษย์ธรรมดา พระเขี้ยวแก้วนี้ย่อมเป็นของแท้จริงอย่างแน่นอน แท้จริงด้วยพระคัมภีร์โบราณ ที่มีการสืบทอดมานานนับพันปี แท้จริงด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าของชาวพุทธลังกา ผู้ปราศจากวิกิจฉาลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย แท้จริงด้วยจิตใจอันงดงามบริสุทธิ์ อันยึดเอาคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เพ่งรวมกันเป็นพลังแรงกล้า ซึมซ่านอาบอวลทุกอณูอากาศทั่วบริเวณเขตแดนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ คุณล่ะรู้สึกได้ไหม ? | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| SRILANKA ศรีลังกา | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ศรีลังกาดินแดนแห่งมรดกโลก เสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวมรดกโลก มีพรสวรรค์ลึกลับที่มีเสน่ห์และความงามอันยิ่งใหญ่ที่อยู่นอกเหนือคำอธิบายด้วยคำพูดและภาพ การเดินทางที่นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวมาเป็นพยานและสำรวจบางส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของประเทศที่ประกอบด้วยเมืองที่มีชื่อเสียงของกรุงโคลัมโบ, เมืองพินนวรา, วัดพระเขี้ยวแก้ว (Temple of The Tooth), ชายหาดอันสวยงาม, โบราณสถานอันมหัศจรรย์ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| เทพธิดากุมารี : มนต์เสน่ห์แห่งความเชื่อ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
![]() | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
“เนปาล” ดินแดนแห่งเทพเจ้า ยังคงมนต์เสน่ห์ของประเทศด้วยเรื่องราวความเชื่อของศาสนาฮินดู วัฒนธรรม ประเพณี ที่คงไว้ซึ่งร่องรอยอารยธรรมอันเก่าแก่ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของ กระแสสังคมและวัฒนธรรมของโลก ชาวเนปาล มีสถาบันศาสนาฮินดู และกษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจ ขณะเดียวกันก็ยังมี "กุมารี" เทพธิดาองค์น้อยที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นศูนย์รวมศรัทธาความเลื่อมใสของประชาชนอีกสถาบันหนึ่งด้วย ตามประวัติมีหลักฐานว่า ในประเทศอินเดีย ประเพณีเกี่ยวกับ “กุมารี” มีมานานมากกว่า ๒,๖๐๐ ปี และเผยแพร่เข้าสู่ประเทศเนปาลในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๖ โดย ฮารี สิงห์ เดวา ที่หลบหนีมาจากทางอินเดียตอนเหนือ เขาได้นำความเชื่อนี้ติดตัวมาด้วย แต่มีหลักฐานที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรถึงพิธีการคัดเลือกกุมารี การแต่งตัวของกุมารี และ ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกุมารี ไว้เมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ในเนปาล มีตำนานปรัมปราเกี่ยวกับ “กุมารี” มากมาย แต่ที่เลื่องลือและ น่าเชื่อถือที่สุด คือ ตำนาน ของกษัตริย์เนปาล องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มอลลา ขณะที่พระองค์กำลังเล่นทอยลูกเต๋า (บางแห่งก็ว่าสะบ้า) กับ เทวีทาเลจู เทพผู้ปกป้องรักษาราชวงศ์ของพระองค์ วาบหนึ่งในความนึกคิด พระองค์ทรงหลงใหลในความงดงามของ เทวีทาเลจู มาก และทรงคิดว่านางงามกว่ามเหสีของพระองค์เสียอีก ขณะเดียวกัน เทวีทาเลจู ก็อ่านความคิดนั้นออก จึงยุติการเล่นทอย ลูกเต๋าทันที นางตำหนิพระองค์ และประกาศว่า ต่อไปนี้ถ้าพระองค์จะพูดคุยกับนางอีก ก็จะไม่อยู่ในร่างของ เทวีทาเลจู ให้ทรงเห็น แต่นางจะเป็น เด็กหญิงจากวรรณะล่าง และพระองค์จะต้องออกจากพระราชวังไปสักการะนาง ซึ่งอยู่ในร่างของเด็กหญิงจากวรรณะล่างเท่านั้น จากนั้นมา... นานนับเป็นศตวรรษแล้ว ที่ เด็กหญิงชาวเนปาล คนหนึ่งจะได้รับความเคารพสักการะจากชาวเนปาล เพราะเธอจะเป็นร่างจุติของ เทวีทาเลจู ซึ่งเป็น เทพฮินดู ที่มีอำนาจมากที่สุด และทรงปกปักษ์รักษาคุ้มครองกษัตริย์ และประเทศเนปาล ตลอดเวลา เด็กหญิงที่ว่านี้ก็คือ “กุมารี” เทพธิดาผู้มีชีวิตจริงของชาวเนปาล การค้นหาเด็กหญิงที่จะมาดำรงตำแหน่ง “กุมารี” นี้ สังฆราช ๕ รูป และโหรหลวง จะเป็นผู้ศึกษาและตรวจดวงชะตาของ เด็กหญิงชาวศักกายะ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น “กุมารี” จะต้องมีดวงชะตาที่ถูกโฉลกกับดวงชะตาของกษัตริย์เนปาล ขั้นตอนต่อไป คือ การตรวจดูว่าเด็กหญิงคนนั้นมี ลักษณะของเทพ หรือไม่ ? กล่าวคือ จะต้องเป็นผู้มี รูปร่างเหมือนต้นกล้วย ขาเหมือนขากวาง หน้าอกเหมือนสิงห์ ลำคอเหมือนหอยสังข์ นํ้าเสียงสดใสและอ่อนนุ่ม เมื่อคัดเลือกได้แล้ว เด็กหญิงคนนั้นจะต้องจากครอบครัวของเธอมาอาศัยอยู่กับครอบครัวของผู้ดูแลภายใน วังใหญ่ ที่เรียกว่า การ์ วังของกุมารี ก่อสร้างด้วยอิฐ เป็นอาคารสูง ๓ ชั้น มีหน้าต่างไม้เจาะรอบๆ สร้างขึ้นตามรูปแบบของวัด ไม้ที่แกะสลักโดยรอบนั้นจะเป็นเรื่องราวของฮินดูปกรฌัม ที่มีอายุกว่า ๒๕๐ ปี (วังที่เมืองกาฏมัณฑุ) ภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของ “กุมารี” เริ่มต้นขึ้นแล้ว และจะคงอยู่ต่อไปจนกว่า เธอจะมีประจำเดือนครั้งแรก เมื่อถึงเวลานั้น เธอจะถูกประกาศว่า มีมลทิน และจะมีการคัดเลือกเด็กผู้หญิงคนใหม่มาดำรงตำแหน่ง “กุมารี” แทนที่ เด็กหญิงตัวน้อยในฐานะ “กุมารี” ต้องปฏิบัติตามกิจวัตรประจำวันอันเข้มงวด ทุกเช้ามืดผู้รับใช้จะเข้ามาแต่งตัวให้เธอเป็นชุดผ้าไหมยกดอกสีแดงและสีทอง เกล้าผมของเธอจนตึง เพื่อใส่เครื่องประดับศีรษะ พร้อมทั้งระบายสีแดงเข้ม สีดำ และสีทองเป็น ดวงตาที่ ๓ ไว้ที่หน้าผาก ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ ประมาณเก้าโมงเช้า “กุมารี” จะขึ้นนั่งบนบัลลังก์ ให้พระสงฆ์ถวายของสักการะที่จะทำให้ เทวีทาเลจู โปรดปราน จากนั้นจะใช้เวลาหลายชั่วโมงให้พรผู้ศรัทธา ก่อนเริ่มการเรียนหนังสือประจำวันของเธอ หลังจากนั้นเธอถึงจะได้มีเวลาเล่นสนุกสนานตามประสาเด็กๆ ตามปกติ “กุมารี” จะต้องเดินบนผ้าชนิดพิเศษ ที่ปูเป็นทางในวัง เนื่องจากมีข้อห้ามไม่ให้เท้าของเธอสัมผัสพื้นดิน นอกจากนี้ “กุมารี” ยังถูกห้ามไม่ให้ออกไปเล่นข้างนอก ในช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ยกเว้นเวลาที่ต้องปรากฏ ตัวต่อหน้าสาธารณชน ในงานเทศกาลสำคัญต่างๆ เท่านั้น ซึ่งมีประมาณ ๑๓ ครั้งต่อปี ชีวิตของ “กุมารี” มีข้อจำกัดข้อห้ามมากมาย แต่เด็กสาวชาวเนปาลส่วนใหญ่ที่เป็น ชาวศักกายะ ก็ต้องการที่จะเป็น “กุมารี” เพราะมีเกียรติสูง และครอบครัวของเธอก็จะได้รับการดูแลจากรัฐบาลเป็นอย่างดี “กุมารี” ของชาวเนปาล จะมีทั้งในเมืองหลวง คือ กาฏมัณฑุ และเมืองสำคัญอื่นๆ เช่นที่ ปาตัน ใครอยากได้ภาพ “กุมารี” ก็ต้องหาซื้อภาพโปสการ์ด ที่มีขายทั่วไป เป็นภาพ “กุมารี” ขณะออกปรากฏตัวต่อสาธารณชนในเทศกาลสำคัญๆ ซึ่งช่วงเวลานั้นไม่มีข้อห้ามถ่ายภาพแต่ประการใด ความศรัทธาเลื่อมใสใน “กุมารี” ของชาวเนปาลใน ทุกวันนี้ไม่มีลดน้อยลงไปเลย ประชาชนนับหมื่นนับแสนคน ยังคงเฝ้ารอโอกาสที่จะได้ชื่นชมบารมีของเธออย่างใกล้ชิด.. .ในแต่ละโอกาสที่เธอจะออกมาให้พรแก่ชาวเนปาลโดยทั่วกัน | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| NEPAL เนปาล | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ดินแดนร้อยภูเขา ประเทศเนปาล ดินแดนแห่งมนตร์ขลัง เนปาลได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ภายใต้อ้อมกอดของขุนเขา เนปาลดินแดนแห่งภูเขาและหุบเขานับพันเป็นพยานของทุกปีนักท่องเที่ยวจากทุกมุมของโลก มันเป็นที่มีชื่อเสียงทั่วโลกเพื่อการเลี้ยงอันอุดมสมบูรณ์และความงามของธรรมชาติ ผู้คนในประเทศเนปาลตามศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาเป็นศาสนาของพวกเขาในส่วนใหญ่ สถานะของเนปาลทุกคนมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองและของประเทศเนปาลทัวร์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้กับผู้เข้าชมนี้มีโอกาสที่จะสำรวจความหลากหลายที่ทำให้ตกใจ เนปาลมีสถานที่สำหรับการสำรวจความหลากหลายให้กับนักท่องเที่ยว เนปาลมีการอุทธรณ์และดิบธรรมชาติแปลกใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| การร่ายรำบารอง : มนต์เสน่ห์แห่งความลี้ลับ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
![]() | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
การแสดง บารองแดนซ์ (BARONG DANCE) นำเสนอเรื่องราวเป็นฉากๆ ซึ่งมักจัดสถานที่ใกล้วัด เนื่องจากเป็นนาฏกรรมรำศักดิ์สิทธิ์ การร่ายรำมีท่าทีอ่อนช้อยงดงาม เสียงเพลงไพเราะ แต่บางฉากก็มีตัวใส่หน้ากากออกมาร่ายรำ บารอง (BARONG) เป็นสัตว์ในตำนานซึ่งมีหลังอานยาวและหางงอนโง้งและเป็นสัญลักษณ์แทนวิญญาณดีงาม ซึ่งเป็นผู้ปกปักษ์รักษามนุษย์ ส่วนแม่มดม่ายรังดา ซึ่งเป็นอวตารหนึ่งของมเหสีของพระศิวะ เป็นสัญลักษณ์แทนวิญญาณชั่วร้าย ในการแสดงปกติ ตัวบารอง จะออกโรงก่อนโดยมีชายสองคนเป็นผู้แสดงประกอบเป็นส่วนขาหน้าและขาหลัง ผู้ที่อยู่ส่วนหน้าเป็นผู้เชิดหน้ากากบารอง ลักษณะหน้าตาของบารองต่างกันไปตามชนิดของหน้ากาก แต่หน้ากากที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการแสดงคือ หน้ากาก Barong Keket หรือ เจ้าป่า ตามแนวความคิดของชาวบาหลี เชื่อกันว่า สมดุลธรรมชาติถูกกำหนดด้วยพลังของความดีและความชั่วร้าย ซึ่งเนื้อเรื่องที่นำเสนอแบ่งเป็นตอนๆ คือ ปิศาจจำแลง มาสิงร่าง อัครมหาเสนาบดี จึงนำ Sadewa เข้าไปในป่าผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่ ฉากนี้พระศิวะได้ให้พรSadewa ภายหลังถูกช่วยออกจากเงื้อมมีปิศาจ แต่ปิศาจก็ยังตามที่จะฆ่า Sadewa อยู่ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะได้ความเป็นอมตะ สุดท้ายปิศาจยอมจำนนและขอให้ Sadewa ล้างบาปให้โดยยินดีให้ Sadewa ฆ่าตาย ภายหลังปิศาจตนนี้จึงได้ขึ้นสวรรค์ การแสดงของ บารอง แดนซ์ สรุปคือ ความดีย่อมชนะความชั่วร้ายเสมอ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| BALI บาหลี | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
บาหลีดินแดนแห่งการร่ายรำ การร่ายรำและการแสดงต่างๆ มีบทบาทสำคัญในสังคมของชาวบาหลีมาเป็นเวลานานเป็นวิธีอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เชิญทุกท่านร่วมสัมผัสวัฒนธรรมพื้นเมืองดั้งเดิมของชาวเกาะบาหลีซึ่มไม่สามารถหาดูได้จากที่ไหน เชิญทุกท่านร่วมสัมผัสความสนุกในดินแดนแห่งเสียงเพลงได้ที่เกาะบาลีเท่านั้นการร่ายรำที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
แสดงความคิดเห็น
กูรูเที่ยว ล่าสุด
| เยือนฝรั่งเศส-ท่องโมนาโค-และนีซ-คานส์ เยือนฝรั่งเศส-ท่องโมนาโค-และนีซ-คานส์ เปิดดู 101 ครั้ง |
| แผนที่แหล่งท่องท่องเที่ยว ในเกาะบาหลี (Bali) แผนที่แหล่งท่องท่องเที่ยว ในเกาะบาหลี (Bali) เปิดดู 130 ครั้ง |
| เส้นทางมรดกโลกอินเดีย มุมไบ อารังกาบัด ถ้ำอาจันตา ถ้ำอารังกาบัด ตอนที่1 เส้นทางมรดกโลกอินเดีย มุมไบ อารังกาบัด ถ้ำอาจันตา ถ้ำอารังกาบัด ตอนที่1 เปิดดู 152 ครั้ง |
| อาหาร อาหาร เปิดดู 230 ครั้ง |
| อาหารอร่อยเกาหลี อาหารอร่อยเกาหลี เปิดดู 114 ครั้ง |
| ไปเกาหลี ต้องขอวีซ๋าหรือไม่ ไปเกาหลี ต้องขอวีซ๋าหรือไม่ เปิดดู 254 ครั้ง |
| EXPO 2012 YEOSU KOREA - งาน ยอซู เอ็กซ์โป 2012 EXPO 2012 YEOSU KOREA - งาน ยอซู เอ็กซ์โป 2012 เปิดดู 769 ครั้ง |
| อาหารอร่อยตาม ย่านต่างๆของฮ่องกง อาหารอร่อยตาม ย่านต่างๆของฮ่องกง เปิดดู 567 ครั้ง |
| อาหารมงคล ฮ่องกง อาหารมงคล ฮ่องกง เปิดดู 257 ครั้ง |
| เมือง ซัวเถา เมือง ซัวเถา เปิดดู 474 ครั้ง |
วีดีโอท่องเที่ยว ล่าสุด
| บาหลี อลังการภูเขาไฟคินตามนี บาหลี อลังการภูเขาไฟคินตามนี เปิดดู 545 ครั้ง |
| วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ตัมปะก์ซีริง ที่บาหลี วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ตัมปะก์ซีริง ที่บาหลี เปิดดู 462 ครั้ง |
| วัดเบซากีฮ์ มหาวัด เหนือวัดทั้งปวง ที่บาหลี เที่ยวบาหลี-วัดเบซากีฮ์ มหาวัดฮินดูศักดิ์สิทธิ์เหนือวัดทั้งปวง เปิดดู 510 ครั้ง |
| วีเจเปิ้ล พาชม วิหารศักดิ์สิทธิ์ทานาล็อต ที่บาหลี เที่ยวบาหลี ชมความสวยงามวิหารศักดิ์ทานาล็อต เปิดดู 424 ครั้ง |
| วีเจเปิ้ล พาชม วิหารเทพแห่งสายฟ้า ที่บาหลี เที่ยวบาหลี-วัดอูรัน ดานู บาตัน เปิดดู 369 ครั้ง |
| LUCK เที่ยวบาหลี ชมความสวยงามเมืองบุโรพูทโธ เมืองวัฒนธรรม เปิดดู 1403 ครั้ง |
| เซี่ยงไฮ้ Expo 2010_VDO หอสเปน เซี่ยงไฮ้ Expo 2010 ชมความสวยงานของหอสเปน เปิดดู 564 ครั้ง |
| เซี่ยงไฮ้ Expo 2010_VDO หอไทย เที่ยวงานเซี่ยงไฮ้ Expo 2010 ชมความอลังการของศาลาไทย เปิดดู 852 ครั้ง |
| เซี่ยงไฮ้ Expo 2010_VDO หอจีน เซี่ยงไฮ้ Expo 2010_VDO หอจีน เปิดดู 849 ครั้ง |
| วีดีโอท่องเที่ยวปักกิ่งกับฟิล์มและเฮียซ้งพาเที่ยวกำแพงเมืองจีน วีดีโอท่องเที่ยวปักกิ่งกับฟิล์มและเฮียซ้งพาเที่ยวกำแพงเมืองจีน เปิดดู 606 ครั้ง |
![]() |
||
|
||
![]() |
||
|
||
![]() |
||
|
||
![]() |
||
|
||
![]() |
||
![]() |
||
![]() |
||
| ||
![]() |
||
| ||
![]() |
||
| ||
![]() |
||
| ||
![]() |
||
![]() |
||





























